ในโลกของการทำธุรกิจ การแข่งขันเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะในสินค้าประเภทเดียวกัน หรือสินค้าที่สามารถตอบสนอง ความต้องการบริโภคผู้ใกล้เคียงกัน ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นที่ต้องหาแนวทาง หรือเทคนิคต่าง ๆ เพื่อนำเสนอความแตกต่างและสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีความพิเศษ หรือแตกต่างกับคู่แข่งอย่างไร และสามารถตอบสนองความพึงพอใจต่อผู้บริโภคได้มากกว่าคู่แข่งอย่างไร นี้คือกลยุทธ์ในการแข่งขันกันทางธุรกิจเพียงบางส่วนที่นิยมใช้กันในการทำธุรกิจ และในธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างก็เช่นเดียวกัน ต้องมีแนวทางในการแข่งขันกันหาลูกค้า และสร้างจุดเด่น ตลอดจนหาวิธีสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้าหรือผู้บริโภคโดยเน้นให้เกิดความแตกต่างกันที่คิดว่าลูกค้าจะพอใจที่สุด ซึ่งกลยุทธ์ในทางปฏิบัติเรื่องนี้ย่อมไม่มีสูตรสำเร็จ  ที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับปัจจัย และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารจะต้องค้นหาแนวทางนั้นมาสู่ธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ นั้นผู้บริหารจะต้องพิจารณา เรียนรู้ทั้งในตำราและนอกตำรา เช่น จากผู้มีประสบการณ์และจากหลายแหล่ง แล้วนำมาประมวลเป็นแนวทางการทำธุรกิจของตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งในเรื่องนี้ ทางนิตยสารข่าวช่างได้รับความอนุเคราะห์ จากผู้มีประสบการณ์ในแวดวงงานก่อสร้างสองท่าน ได้เปิดเผยถึงแนวทาง และประสบการณ์ การบริหารงาน ในอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการหลายท่านนำไปประยุกต์ใช้ในกิจการได้ ซึ่งเป็นผู้บริหารจาก บริษัท แซมพ์ บิวเดอร์ จำกัด คุณอัครวัฒน์ วังคีรี (Project Director) และ คุณธัญพิสิษฐ์ วัชระภูมิ (Architecture Director)
แซมพ์ บิวเดอร์ มีจุดเริ่มต้น ที่เข้ามาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
เริ่มต้นเรามีแนวความคิดว่า การทำธุรกิจเกี่ยวกับรับเหมาก่อสร้าง นั้นเราจะแทรกตัวเพื่อแข่งขันในลักษณะใด เนื่องจากงานก่อสร้างนั้นมีหลายแขนง หลายสาขาไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้านธุรกิจรับก่อสร้างทั่วไป ซ่อมแซมบ้านสร้างถนนสร้างตึกอื่นๆอีกมากมาย ต่อมาเราก็มองว่าเรามีความพร้อมมีศักยภาพในเรื่องใด ในที่สุดเราก็มองเห็นช่องว่างความแตกต่างระหว่างคำว่าผู้รับเหมาทั่วไป กับบริษัทก่อสร้าง เราวิเคราะห์ว่าผู้รับเหมาส่วนมากนั้นจะมีลักษณะการบริหารงาน หรือการทำงานเป็นรูปแบบไม่ชัดเจน มีการบริหารงานไม่รัดกุม เราจึงมองว่าถ้าเราปรับการทำงานในรูปของบริษัท น่าจะสามารถบริหารจัดการ และควบคุมทิศทางองค์กร ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งสามารถเน้นงานให้มีคุณภาพได้มากกว่า ทั้งสามารถสร้างจุดแข็งในเรื่องของ การลดต้นทุนได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนั้นยังสามารถสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่จะมาช่วยในการทำงานได้ ทำให้หาวิธีลดต้นทุนได้มากขึ้น ดังนั้น เราจึงนำจุดเด่น จุดด้อยของสองรูปแบบมารวมกัน โดยนำความหมายของคำว่า ผู้รับเหมาก่อสร้าง มารวมกับการบริหารงานในรูปของบริษัทจำกัด
เพราะถ้าเป็นรูปแบบบริษัทจะมีการบริหารจัดการที่เป็นสากล สามารถควบคุมในระบบการเงิน การจัดซื้อ การบริหารงานบุคคล ระบบสินเชื่อได้อย่างเป็นขั้นตอน ตรวจสอบได้ง่าย ที่สำคัญสามารถควบคุมต้นทุนได้มากขึ้น ประการสำคัญอีกเรื่อง เพราะเรามีประสบการณ์ มีความเข้าใจในงาน มีบุคลากรที่มีความสามารถ และถนัดในแต่ละด้าน เช่น ทีมงานทางด้านวิศวกรและสถาปนิกที่มีประสบการณ์ จึงทำให้เรามีความมั่นใจว่าสามารถที่จะเริ่มต้น บริษัท แซมพ์ บิวเดอร์ เป็นลักษณะของการก่อสร้าง เรามีความมั่นใจว่าเราจัดรูปแบบการจัดการที่มั่นคง สามารถบริการลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจได้ในระดับหนึ่งหรือสูงขึ้น และในการบริหารจัดการงานเบื้องต้น ที่เรียนในเบื้องต้นแล้วว่า เรามองเห็นจุดด้อย จุดเด่น ของการจัดการบริหารงานของผู้รับเหมา เราจึงนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละประเภทงาน ทั้งยังนำมาปรับใช้ ในการกำหนดทิศทางในการบริหารงานก่อสร้าง ซึ่งก็คิดว่าเราน่าจะมีความมั่นใจในการรับงานต่างๆของลูกค้าได้
นอกจากนั้น แนวคิดของเราที่สร้างความแตกต่างจากผู้รับเหมางานก่อสร้างรายอื่นก็คือ ถ้าเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทที่อยู่อาศัย เราจะเน้นโจทย์ว่า เป็นไปตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เช่น ให้เลือกวัสดุก่อสร้างเอง เลือกงบประมาณในการก่อสร้างเอง และรายละเอียดอื่นๆตามที่ลูกค้าต้องการแล้วลูกค้านำข้อมูลเหล่านั้นมาปรึกษาเราว่า ความต้องการลูกค้ามีลักษณะอย่างนี้ทางเราสามารถตอบสนองลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด ก็เข้ามาคุยกัน เพราะเราจะพยายามให้ลูกค้าใช้ทุนต่ำมากที่สุด แต่ก็ยังคงมีคุณภาพ ซึ่งหมายความว่า สร้างงานในราคาที่ต้นทุนต่ำตามที่ลูกค้าต้องการ แต่อยู่บนพื้นฐานที่บริษัทสามารถมีกำไร ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นต้องคุยกับลูกค้าอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าก็มีความเชื่อถือ และไว้ใจในมาตรฐานว่าเราสามารถสร้างบ้านในราคาถูกได้ ซึ่งการทำงานเราก็มองต่างอีกเรื่องคือ ในการก่อสร้างนั้นในปัจจุบันสำหรับการก่อสร้างโดยทั่วไป โดยเฉพาะบ้านหรือตึกที่อยู่อาศัยทั่วไปจะใช้วัสดุก่อสร้างแบบฟรีคลาส คือแบบวัสดุสำเร็จรูป ซึ่งยกมาติดตั้งได้เลย ซึ่งทางเราจะมองต่าง การก่อสร้างของเรายังใช้แบบเดิม เพราะเรามองว่าการใช้วัสดุแบบเดิมนั้น จะมีคุณภาพกว่า ทางเรายังใช้วัสดุก่อสร้างประเภท อิฐ หิน ปูน ทราย ยังใช้วิธีการก่ออิฐฉาบปูน เพื่อบริการลูกค้าเช่นเดิม หรือถ้าใช้วิธีการแบบใหม่นั้นก็เป็นไปตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งรายละเอียดต่างๆนั้นต้องคุยกับลูกค้าให้ชัดเจน ว่ามีความต้องการในการก่อสร้างในลักษณะใด เราก็จะจัดงบประมาณให้ลูกค้า ทราบว่าโครงการนี้ถ้าลูกค้าต้องการรายละเอียดอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น แต่อยู่ในเงื่อนไขที่ตกลงกัน นี้คือจุดต่างที่เรามองเห็นและนำมาให้บริการลูกค้า ซึ่งราคานั้นเราจะเน้นให้ลูกค้าเข้าถึงได้ ลูกค้าต้องการวัสดุชนิดในและใช้งบประมาณเท่าไหร่ก็สามารถตกลงกันได้
ซึ่งบริษัทก่อสร้างโดยทั่วไปนั้น ส่วนมากแล้วจะมีการออกแบบที่เป็นมาตรฐาน มีรูปทรงบ้านหลายแบบให้ลูกค้าเลือก ส่วนการใช้วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างก็ตามที่บริษัทเลือก ราคาบ้านหรือราคาสิ่งก่อสร้างนั้นทางบริษัทก็กำหนดไว้ให้เลือกชัดเจน แบบรูปทรงสิ่งก่อสร้างก็กำหนดว่าจะเลือกแบบ A แบบ B แบบ C ส่วนวัสดุในการก่อสร้างนั้นไม่สามารถทราบหรือกำหนดได้ นี้คือจุดหนึ่งที่เรามองเห็น ว่าเป็นช่องว่างที่เราจะเติมเต็มช่องว่าง  และตอบสนองความต้องการของลูกค้าตรงนั้น จึงเป็นแนวคิด ว่าเราสร้างบ้านตามใจลูกค้าในราคาที่ลูกค้าสัมผัสได้ ซึ่งสัมผัสในเรื่องใดบ้าง เช่น สัมผัสในเรื่องรูปแบบ รูปทรงของสิ่งก่อสร้างตามที่ลูกค้าต้องการ สัมผัสได้ในเรื่องของการเลือกวัสดุในการก่อสร้าง และสัมผัสได้ในงบประมาณที่ลูกค้าต้องการ นี้คือจุดเด่นที่เรามองว่าจะเติมเต็มช่องว่างให้กับผู้บริโภคได้ โดยเงื่อนไขนั้นจะอยู่บนพื้นฐานที่ลูกค้าสามารถต่อรองราคาได้ และจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมในขณะนั้นเป็นเกณฑ์ด้วย และอยู่บนพื้นฐานที่บริษัทก็ไม่ขาดทุน และลูกค้าก็สามารถจะยอมรับในงบประมาณที่จ่ายได้
แซมพ์ บิวเดอร์ มีเทคนิค จัดการงานก่อสร้างไปสู่ความสำเร็จ และความก้าวหน้าได้อย่างไร
เรื่องนี้เริ่มต้น เราต้องสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นกับตัวเองก่อน โดยเฉพาะผู้บริหารทุกระดับชั้น โดยเฉพาะในเรื่องของความเข้าใจ ในเรื่องของงาน เรื่องการจัดการบริเวณหน้างานของในโครงการก่อสร้าง ซึ่งแต่ละโครงการ มีการคัดเลือกทีมงานที่มีคุณภาพมาร่วมงาน พร้อมทั้งสร้างบุคลากรขึ้นมารองรับระบบในการบริหารจัดการตามรูปแบบที่เหมาะสมกับเรา นอกจากนั้นเราจะต้องให้ความรู้ และทำความเข้าใจในเรื่องของการทำงาน เช่น หน้างาน ผู้บริหารที่ควบคุมงาน วิศวกร โฟร์แมน ต้องชัดเจน ต้องเข้าใจในหน้าที่ของแต่ละงานที่ตนเองรับผิดชอบเรามีฝ่าย QC ซึ่งจะต้องพยายามหาจุดบกพร่องพร้อมกับรับจุดบกพร่องนั้นมาแก้ไขเราจะให้ QC มีอิสระในการทำงาน มีอิสระด้านความคิด เพื่อให้สามารถแก้ไขจุดบกพร่องได้ทันเหตุการณ์ รีบดำเนินการในจุดที่มีปัญหาได้ทันที โดยเป็นอิสระคือจุดแข็งของเรา ที่ทำให้งานสามารถดำเนินไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องมาตรฐานของงานจะต้องชัดเจน และสามารถที่จะอธิบายได้ว่ามีการแก้ไขจุดไหนบ้าง และแก้จุดบกพร่องอย่างไร ทั้งยังเป็นไปในระดับมาตรฐานในลักษณะใด
การลดต้นทุน
เรื่องของการลดต้นทุนนั้นเราก็มีหลายแนวทาง เรื่องแรกเป็นเรื่องของแรงงาน เรามีแรงงานเป็นของตัวเอง เราไม่ได้ใช้แรงงานโดยอาศัย Supplier จึงทำให้งานเดินได้ไม่ขาดช่วง เรื่องต่อมาเป็นเครื่องจักรเราจะพยายามใช้เครื่องจักรที่มีขนาดเล็ก เพราะสามารถทำงานได้คล่องตัว และเร็วในขณะเดียวกันก็ใช้พลังงานต่ำ ซึ่งถ้าไม่จำเป็นเราจะไม่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ เราจะไม่ใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ เพราะว่ามันจะมีปัญหาในเรื่องของความล่าช้า ทั้งยังใช้พลังงานที่มากขึ้น  และใช้พื้นที่ในการทำงานมาก นี้คือสิ่งที่เราพยายามมองว่าสามารถลดต้นทุนได้ ส่วนเรื่องของการใช้เครื่องจักรนั้นเราจะแยกว่างานไหนจะใช้เครื่องจักรที่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง และบางงานเราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เราจำเป็นจะต้องใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่ว่างานนั้นมีลักษณะใด อีกเรื่องก็คือในเรื่องของราคาวัสดุก่อสร้าง เรื่องเราก็ทำการคำนวณก่อนว่า Project แต่ละงานนั้น จะใช้วัสดุ และอุปกรณ์ที่จำเป็นมากน้อยแค่ไหน และจำนวนเท่าไหร่ เราก็มีการจัดซื้อในปริมาณที่มาก เพราะถ้าซื้อในจำนวนมากจะทำให้ได้ราคาวัสดุก่อสร้างที่ต่ำลง และก็ยังมีเรื่องของการสร้างพันธมิตรกับผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ซึ่งก็มีผลทำให้เราได้ราคาวัสดุก่อสร้างในราคาที่ต่ำลงเช่นกัน ที่ผ่านมาเราสามารถลดต้นทุนด้วยวิธีนี้ได้มาก นอกจากนั้นก็มีการลดต้นทุนที่อยากนำเสนอคือ การที่เราได้ Project มาหลายรายการ เช่น เราสร้างบ้านซึ่งอยู่ในโครงการนี้ประมาณสัก 10 หลัง หรือ 20 หลัง เราก็สามารถนำ Project ในแผนงานในโครงการนี้ ไปต่อรองพูดคุยกับผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างได้ว่า ทางเรามีโปรเจคที่ทำอย่างต่อเนื่องและต้องการที่จะใช้วัสดุก่อสร้างในลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก ก็สามารถนำไปต่อรองเรื่องของราคาวัสดุกับผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้างได้ วิธีนี้ก็ทำให้เราสามารถที่จะลดต้นทุนได้อีกแบบหนึ่ง เช่นกัน
ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการทำงานที่ผ่านมา มีอะไรบ้าง และมีแนวทางในการแก้ปัญหา อย่างไร
เรื่องแรงงานก็เป็นปัญหา บางครั้งเราจะขาดแคลนแรงานที่มีฝีมือ เรื่องแรงงานนั้นเราพบว่าปัจจุบัน ถ้าเป็นแรงงานที่มีฝีมือบางสาขาต่างชาติจะมีฝีมือดีกว่าคนไทย ซึ่งแรงงานไทย ต้องแยกว่าเป็นงานประเภทใด เช่น เป็นงานโครงสร้าง เป็นงานโยธา เป็นงานประปา หรืองานไฟฟ้า ถ้าเป็นงานก่อสร้างทางด้านโครงสร้างฝีมือแรงงานต่างชาติจะดีกว่าคนไทย เพราะเขามีความขยันมีความอดทน มีความตั้งใจมากกว่าแรงงานไทย แต่ถ้าเป็นแรงงานไทย งานประเภทสถาปัตยกรรม หรืองานที่ใช้ความละเอียดอ่อนประเภท งานก่อ งานฉาบ แรงงานไทยจะดีกว่า
 ปัญหาแรงงานขาดแคลน นั้นถือว่าเป็นปัจจัยหลักของเราเช่นกัน เนื่องจากเราเลือกใช้แรงานเฉพาะที่เป็นคนไทย ซึ่งก็ค่อนข้างหายาก เพราะไม่ค่อยชอบทำงานประเภทก่อสร้าง แต่เราก็เลือก เพราะแรงงานชาวต่างชาติก็ติดปัญหาเรื่องของความยุ่งยากในข้อกฎหมาย เราจึงตัดปัญหามาใช้แรงงานไทย และก็ยอมรับว่าแรงงานก็ขาดแคลนเป็นช่วงๆ เราจึงแก้ปัญหาโดย ใช้แรงงานหลายลักษณะ เช่น เป็นแบบลูกจ้างประจำ ลูกจ้างรายวัน หรืออาจจะเป็นรับเหมาแรงงานเป็นชุดโดยอาศัย supplier เพื่อป้องกันการขาดแคลนแรงงาน หรือถ้าแรงงานต้องการให้เราจ้างแบบไหนก็มาคุยกัน แล้วแต่ความต้องการของแรงงาน หรือถ้าแรงงานต้องการให้เราจ้างแบบไหนก็มาคุยกัน แล้วแต่ความต้องการของแรงงาน หรือถ้าแรงงานต้องการให้เราจ้างแบบไหนก็มาคุยกัน แล้วแต่ความต้องการของแรงงาน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการที่จะนำแรงงานมาใช้ ถ้าเป็นแรงงานประเภทที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสูง เราก็จะมาคุยกันว่าให้เขาสามารถที่จะเป็นตัวหลัก ในการดูแลงานประเภทนั้นๆส่วนค่าแรงก็จะให้สูง อีกระดับหนึ่ง
ส่วนปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการนั้นที่เราพบก็คือ การขนส่งวัสดุก่อสร้าง เช่น ในเรื่องของการติดเวลาในการวิ่งรถ เรื่องของเส้นทางที่คับแคบของถนนที่เข้าสู่โครงการ บางครั้งถนนแคบเกินไปก็จะทำให้เกิดความยากลำบากจนก็เกิดความยากลำบากจนก็เกิดความล่าช้าที่จะส่งวัสดุเข้าไปยังโครงการ ทำให้ต้นทุนเพิ่มตามมา บางแห่งก็มีพื้นที่จัดเก็บวัสดุค่อนข้างลำบากเพราะพื้นที่จำกัด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็อยู่เหนือการควบคุม ทางเราก็แก้ปัญหาคือต้องทำงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้พบว่ามีผลกระทบกับการวางแผนเรื่องค่าขนส่งที่เกินงบประมาณ ดังนั้น เรื่องนี้เราจะต้องตั้งงบประมาณเผื่อไว้ เพราะลักษณะงานแบบนี้จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะถ้าเกิดบ่อยๆกำไรก็จะหดหายไปเรื่อยๆ แต่ปัญหาทั้งหมดนี้ ก็เกิดจากคน ที่ถือว่าเป็นตัวหลัก เพราะบางครั้งการทำงานทุกขั้นตอน อาศัยคน ส่วนเครื่องจักรก็เพียงเป็นตัวช่วย
ซึ่งเรามองว่า คนทำงานมีส่วนเกี่ยวข้องที่จะทำให้เกิดต้นทุนเพิ่ม หรือลดได้ ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจในเรื่องของคน เพิ่มความรู้ และสร้างให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่องาน มีความรับผิดชอบ เพราะอารมณ์ และนิสัย หรือความรับผิดชอบ ความใส่ใจ อย่างความรอบคอบของคนเป็นเรื่องที่บริหารจัดการลำบาก เพราะสิ่งเหล่านี้ก็มีผลกับต้นทุนของโครงการ ทั้งสิ้น
เรื่องของโซเชียลมีเดียหรือ internet สามารถนำไปส่งเสริมในการทำธุรกิจในเรื่องของการก่อสร้างหรือธุรกิจอย่างอื่นๆได้ในลักษณะใด
ผมมองว่าในเรื่องของ Social Media เป็นเรื่องจำเป็น ปัจจุบันมีโปรแกรมหลายอย่าง ล้วนมี App เช่น LINE App จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเรื่องของธุรกิจได้ โดยเฉพาะแซมพ์ บิวเดอร์ เราก็ใช้ Facebook ใช้ LINE มีการสร้างเว็บไซต์ มีการเขียนบทความ หรือการประชาสัมพันธ์บน Social Media ซึ่งที่ผ่านมาทำให้เราสามารถสร้างภาพลักษณ์ ทำให้ลูกค้ารู้จักองค์กรมากขึ้น รวมทั้งรู้จักผลิตภัณฑ์ด้วย ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนมาก เราจะให้ความสำคัญในเรื่อง Social Media มากพอสมควร เพราะว่าทุกเรื่องถ้าเราโพสต์ลงไปในระบบแล้ว ทุกคนมีมือถือจะสามารถสื่อสารได้ สามารถเห็นได้ทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่รวดเร็วมาก เหมาะมากกับการทำตลาดในยุคนี้ และเราก็ได้อาศัย Social Media ทำตลาดมาตลอด
สุดท้ายผมอยากจะฝากไว้ว่าการทำธุรกิจในวงการก่อสร้างนั้น ทึกคนควรใช้หลักของความจริงใจความตั้งใจ และความซื่อตรงต่อสัญญา ความซื่อตรงต่อลูกค้าเราเป็นผู้ประกอบการก่อสร้าง ควรแสดงความจริงใจต่ออาชีพ จริงใจต่อลูกค้าโดยเฉพาะ แซมพ์ บิวเดอร์นั้น เราเข้าใจว่า เงินทุกบาท ทุกสตางค์ของลูกค้าที่จ่ายเรามานั้น ควรจะได้สินค้าที่เมื่อนำไปใช้ แล้วต้องเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ว่าลูกค้าอยู่ไปแล้วมีปัญหาต้องแก้ไขอยู่บ่อยๆ สิ่งที่ผมต้องการจะเห็นอีกเรื่อง คือผู้รับเหมาก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก รายใหญ่ ก็ตาม ควรจะมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้วัสดุก่อสร้าง ที่ไม่มีมาตรฐานมาก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดความเสียหายภายในอนาคตแล้วก็จะย้อนกลับมาสู่วงการก่อสร้าง ซึ่งผู้ก่อสร้างเพียงไม่กี่รายที่ทำให้เกิดความเสียหาย แต่ผลสะท้อนจะทำให้ทั้งวงการก่อสร้างเกิดความเสียหายด้วย สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือในเรื่องการสื่อสารกับลูกค้า หรือผู้บริโภคควรสื่อสารให้เข้าใจในการทำงานของผู้ก่อสร้าง ว่ามีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา จะทำให้เกิดผลดีทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ก่อสร้างเอง และผู้บริโภค เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นและมีความเข้าใจที่ดีต่อกันในอนาคตระยะยาว ส่วนผู้ประกอบการก่อสร้างก็ต้องมีความจริงใจไม่เอาเปรียบต่อลูกค้า ส่วนผู้บริโภคในบางครั้งอาจจะมีข้อสงสัย เกิดความไม่แน่ใจ ในการทำงานของผู้ก่อสร้าง ก็จะต้องสามารถสอบถาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้จะมีผลถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผู้ประกอบการก่อสร้าง นั้นเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูล : นิตยสารข่าวช่าง นิตยสารของสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมป์
ขอบคุณภาพ : https://www.freepik.com/free-photo/image-of-engineering-objects-on-workplace-top-view-construction-concept-engineering-tools-vintage-tone-retro-filter-effect-soft-focus-selective-focus_1238636.htm#term=construction&page=2&position=22

 

COMMENTS