หากใครคิดที่อยากจะสร้างบ้าน คงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากหากต้องประสานงานกับทั้งบริษัทสถาปนิก บริษัทรับเหมาก่อสร้าง หรือซัพพลายเออร์ด้านวัสดุต่าง ๆ เอง หลายคนจึงมองหาบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่สามารถทำทุกอย่างจบครบในบริษัทเดียว ตั้งแต่เรื่องงานออกแบบไปจนถึงงานโครงสร้าง ที่ต้องมีทั้งทีมสถาปนิกและทีมวิศวกรในการดูแลอย่างใกล้ชิดและครบวงจร หรือที่เรียกกันว่าการบริการแบบ One Stop Service

แต่ที่ บริษัท วิทวี จำกัด นิยามตนเองว่าเป็น One Stop Customize Solution ซึ่ง beyond ไปกว่าคำว่า One Stop Service ที่มาพร้อมการออกแบบและสร้างบ้านทุกหลังใหม่ทั้งหมด เพื่อส่งมอบ Wow! Experience ให้กับลูกค้า ด้วยการใช้เทคโนโลยี BIM และ VR เข้ามาใช้ในงานออกแบบและงานโครงสร้าง รวมถึงการให้บริการแบบ Proactive service ของสถาปนิกที่เข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าของบ้าน เป็น State of the art ให้กับการสร้างและออกแบบที่อยู่อาศัยในยุคที่ทุกอุตสาหกรรมเกิดการ Co-creation และ Cross Disciplinary

“AWII House” แบรนด์รับสร้างบ้านที่รวมผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและสถาปัตย์ฯแนวใหม่ที่เกิดจากดีเอ็นเอของเหล่าทีมงานของบริษัท วิทวี จำกัด (WITTAWII) ที่สั่งสมประสบการณ์ด้านงานออกแบบและการก่อสร้างอาคารพักอาศัยหลากหลายรูปแบบ ทั้งโครงการแนวสูงและแนวราบ  โรงแรม รีสอร์ท คลับเฮาส์ และอื่น ๆ อีกหลายรูปแบบ มายาวนานกว่า 10 ปี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า AWII House แบรนด์ที่พึ่งเกิดได้เพียง 1 ปีกับ 4 เดือน จะมีโปรเจค customize design ที่เกิดจากการเข้าไปทำ In-depth understanding กับลูกค้า ถึง 69 หลัง 69 แบบไม่ซ้ำกัน โดยแบรนด์ AWII House ทำให้ วิทวี กรุ๊ป มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อะไรคือที่มาของความสำเร็จ และทำไมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าของบ้านได้

ร่วมค้นหาคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ที่จะพาไปร่วมพูดคุยกับ 3 ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง WITTAWII ได้แก่ คุณวิทวัส เรืองปัญญาวุฒิ CEO (คุณเว้ง), คุณวีราภรณ์ เรืองปัญญาวุฒิ COO (คุณแยม) และคุณหริพันธ์ บูรณเจริญทรัพย์ Chief Architect (คุณแบงค์)

คุณเว้ง วิทวัส เรืองปัญญาวุฒิ CEO (ซ้าย), คุณแยม วีราภรณ์ เรืองปัญญาวุฒิ COO (กลาง)                                      และคุณแบงค์หริพันธ์ บูรณเจริญทรัพย์ Chief Architect (ขวา)

จากจุดเริ่มการทำงานร่วมกัน จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่การก่อตั้งบริษัทร่วมกัน

จุดเริ่มต้นกว่าจะมาเป็น WITTAWII เริ่มต้นขึ้นจาก “คุณเว้ง” เติบโตมาในธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีโอกาสเรียนรู้งานด้านนี้มาตั้งแต่จำความได้ เรียกว่าความรู้ด้านนี้มันอยู่ในสายเลือดไปซะแล้ว บวกกับความชอบส่วนตัว ทำให้คุณเว้งเลือกที่จะเรียนต่อในคณะวิศวกรรมโยธา ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และกลายเป็นวิศวกรโยธาของตระกูลไปโดยปริยาย

ด้วยความตั้งใจอยากจะเติบโตในสายงานนี้  จึงตัดสินใจออกไปหาประสบการณ์จากบริษัทภายนอกด้วย ในระหว่างนั้นคุณเว้งก็ได้มีโอกาสช่วยดูแลโปรเจคต์ของผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านในแวดวงอสังหาฯ รุ่นคุณพ่อ ควบคู่ไปกับงานประจำ เข้าไปช่วยดูแลตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จนสังเกตเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก เขาต้องการพาร์เนอร์ที่คิดแบบเจ้าของ และบริการแบบครบวงจร

คุณเว้งจึงตั้งใจจะตั้งบริษัทรับก่อสร้างและออกแบบที่สามารถดูแลลูกค้าแบบ one stop service เริ่มรวบรวมผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ และก็เป็นจุดเริ่มต้นการร่วมงานกันกับ “คุณแบงค์” เพื่อนจากสถาบันเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านงานสภาปัตยกรรม จากการมีโอกาสกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ในโปรเจกต์โรงเรียนแห่งหนึ่ง และโปรเจคต์นี้เองก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จุดไอเดีย One Stop Customize Solution และเกิดเป็นบริษัทรับออกแบบและก่อสร้าง WITTAWII ที่มีความตั้งใจที่จะทำให้ภาพในฝันของลูกค้ากลายเป็นความจริงขึ้นมา (Conception To Completion) และสอดแทรกของขวัญพิเศษเป็น Wow! Experience สำหรับลูกค้าแต่ละคนโดยเฉพาะ กลายมาเป็นเอกลักษณ์การทำงานของ WITTAWII ถ่ายทอดมาสู่ AWII House ในเวลาต่อมา

คุณเว้ง: มันมีโอกาสในงานหนึ่ง เป็นงานออกแบบโรงเรียน ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด งานแรกเลยที่ชลบุรีเป็นงานสร้างแรก ๆ ที่มีคนรู้จักแนะนำมา และเป็นงานแรกที่ทำร่วมกับแบงค์ คือตัวโรงเรียนเขาไม่ได้แค่ให้ไปสร้าง แต่ให้ดีไซน์ด้วย ก็เลยไปปรึกษากับแบงค์ คุยกัน ก็เริ่มจากงานนั้นที่ได้ร่วมกัน ไปสำรวจโรงเรียนว่าพื้นที่เดิมเป็นอย่างไร ถ้าจะเปิดมุมมอง ควรจะไปสร้างโรงอาหารใหม่ตรงไหน เราก็เลยลงมือสำรวจและทำกันเอง

คุณแบงค์: ผมก็ไปปรับผังของโรงเรียนให้ครับ ด้วยความที่โรงเรียนเดิมเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างใหญ่ พื้นที่เป็นที่ด้านลึก แต่หน้าไม่ค่อยกว้างมาก ทำให้ดูเหมือนว่าโรงเรียนมันดูเล็ก ผมก็เลยเข้าไปช่วยปรับมุมมองให้โรงเรียนมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยขึ้น และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตัวโรงเรียนด้วย เราก็เลยมีโอกาสเข้าไปร่วมพัฒนาตัวผังอาคารภายในโรงเรียนด้วยกัน

การทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกร

คุณแบงค์: ในการทำงานร่วมกัน ด่านแรกจะเป็นสถาปนิกที่นำก่อนในเรื่องของงานออกแบบ และการทำความเข้าใจกับลูกค้า ไม่ใช่แค่รับบรีฟแต่เราลงไปพูดคุยค้นหาความต้องการที่แท้จริงว่าลูกค้ามีภาพในหัวแบบไหน รูปแบบการใช้ชีวิตเป็นยังไง ที่เราเรียกว่าการทำ In-depth understanding สิ่งที่ลูกค้าต้องการคืออะไรบ้าง อันนี้คือสิ่งแรกที่เราไปรับมา แล้วก็ทำนำเสนอ ซึ่งบริษัทฯ เราจะทำงานร่วมกัน วิศวกรกับสถาปนิกจะทำงานร่วมกันตลอด

คุณเว้ง: เราจะเอาความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้ง ลูกค้าจะเป็นคนที่บอกว่า เราควรดีไซน์ ควรจะเอาอะไรนำ บางคนต้องการงานบ้าน มันชัดเจนว่าเกี่ยวกับการอยู่อาศัย การเข้าใจ การดีไซน์ ไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ในส่วนนี้สถาปนิกก็จะเป็นผู้นำงาน ส่วนวิศวกรก็จะคุยกันในเชิงว่าจะทำอย่างไร อย่างลูกค้าต้องการแบบบ้านโล่ง ๆ หรือในอนาคตอยากจะติดตั้งอะไรใหม่ ๆ วิศวกรก็จะเป็นผู้ที่ทำให้มันเป็นจริงได้

สร้างบ้านให้เหมือนเป็นบ้านญาติสนิทมิตรสหาย ให้ในสิ่งที่มากกว่าเจ้าของบ้านต้องการ

คุณแบงค์: สำหรับงานบ้าน เราจะมองในแง่ของลูกค้าก่อน ที่เราให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ลักษณะของการอยู่อาศัยที่ดีของลูกค้า อันนี้มีผลมาก ต้องบอกว่าเรื่องของขนาดความกว้างความยาว หรือว่าความสูงของฝ้า แต่ละคนมีมาตรฐานไม่เท่ากัน เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์การอยู่อาศัยคนละรูปแบบ บางคนห้องขนาด 6×6 ถือว่าเล็ก ฝ้าสูง 3 เมตรถือว่าเตี้ย แต่บางคนบอกว่าห้อง 3×3 พอแล้ว

หรือจะเป็นในเรื่องของงานอดิเรกที่เจ้าของบ้านชอบทำ คือโดยส่วนใหญ่เวลาที่เราเข้าไป เราจะขออนุญาตลูกค้าเข้าไปดูบ้านเดิม ที่อยู่อาศัยเดิม เพื่อเข้าไปดูธรรมชาติการใช้ชีวิตของพวกเขา ซึ่งการที่เราทำแบบนี้มันทำให้เราเข้าใจตัวลูกค้าได้มากขึ้นกว่าการแค่เจอกันในเวลางาน หรือนัดเจอกันเพื่อพูดคุยที่ออฟฟิศ บางทีเขาไม่สามารถบอกความต้องการทั้งหมดได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือ เราต้องให้ในสิ่งที่มากกว่าสิ่งที่เขาบอกมา คือเราต้องมองว่าอะไรมันขาด เราก็จะเสริมในส่วนที่ขาดไปให้

คุณเว้ง: บางราย เป็นทาวน์เฮาส์ทั่วไปที่มีอายุ 20-30 ปีละ แล้วเขาต้องการสร้างบ้านใหม่ พอเราเข้าไปคุยที่บ้าน เราเห็นพวกก๊อกน้ำ ซิงค์ล้างจาน ที่มีราคาเป็นหมื่น ๆ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่แค่มานั่งบรีฟแล้วเราจะรู้ แต่เราต้องเข้าไปแล้วรู้จักสังเกตว่า ลูกค้าของเราใช้วัสดุประเภทนี้นะ และบ้านใหม่ที่เราสร้างให้เค้า การเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ ต้องไม่ด้อยกว่าสิ่งที่เค้าเลยใช้

คุณแบงค์: การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับลูกค้า มันทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในตัวเราเพิ่ม ซึ่งเวลาเราคุยงานมันจะไม่ได้เป็นมุมมองเชิงธุรกิจมากนัก เราจะมองเหมือนกับว่าเราทำงานให้เพื่อนหรือให้ญาติมากกว่า แล้วเราก็อยากให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุด ก็จะเป็นอย่างนั้น เราจะมองในมุมของลูกค้าแบบนี้มากกว่า

BIM และ VR เทคโนโลยีที่ช่วยให้การสร้างบ้านมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คุณแยม: บริษัทฯ เราเรียกได้ว่าเป็น One Stop Customize Solution ในยุคของการรับสร้างบ้าน ถ้าเราพูดถึง One Stop เราจะนึกถึงการจบในบริการเดียว แต่เราเป็นมากกว่าคำว่า One Stop Service มัน beyondไปกว่านั้นคือ บ้านทุกหลังเราออกแบบใหม่ทุกหลัง รวมถึงมีสถาปนิกเข้าไปทำความรู้จักกับบ้านของลูกค้าจริง ๆ เข้าไปสำรวจในบ้านเดิมที่ลูกค้าอาศัยอยู่ มา customize เป็นบ้านหลังใหม่ให้

คุณเว้ง: เรามีการนำเทคโนโลยี BIM เข้ามาช่วย ตัวย่อของมันคือ Building Information Modeling แล้วเราเลือกใช้ Tekla Structures เทคโนโลยีขั้นสูงจาก BIM ที่เราใช้กับงานอาคาร คอนโด มาปรับใช้กับการออกแบบบ้านให้ลูกค้า เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มันสามารถสร้าง รวมทั้ง จัดการ และแชร์แบบจำลอง 3D ที่ตอบโจทย์การทำงานจริงได้อย่างดีเยี่ยม ตัวโปรแกรมที่เราใช้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างได้อย่างแม่นยำ ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้บ้านที่มีมั่นคงแข็งแรง และเป็นประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์ domino effect ที่จะเกิดขึ้นหากลูกค้าจะต่อเติมบ้านในอนาคต เพราะเรารู้ว่าเจ้าของบ้านเขาไม่ได้อยากได้แบบบ้านที่ดีอย่างเดียว แต่เขาอยากได้บ้านที่มีคุณภาพด้วย เราเลยใส่ใจตั้งแต่จุดเริ่มต้นอย่างการออกแบบที่ดี เพื่อให้ออกมาเป็นบ้านที่มีคุณภาพ

BIM ทำให้การทำงานระหว่างวิศวกรและสถาปนิกเป็นไปได้ง่ายขึ้น มันเหมือนการสร้างบ้าน สร้างอาคารจริง ๆ ก่อนจะนำไปสร้างที่หน้างาน แล้วมันทำให้เราสามารถเสนองบประมาณลูกค้าได้ตั้งแต่ดีไซน์แรกของการนำเสนองานเลย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น solution ใหม่ที่เข้ามาให้สถาปนิกเข้าไปทำความเข้าใจ ออกแบบให้เฉพาะ พร้อมกับสามารถชี้แจงงบประมาณให้ได้เลย ภายในระยะเวลาแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้นเอง

คุณแบงค์: สถาปนิกและวิศวกรเวลาคิดงาน มันคิดคนละฝ่าย แต่พอมาเป็นระบบ BIM คือมันขึ้นอยู่ในฝ่ายเดียวกัน สมมติว่าคาน พื้น ผนังมันมีการแย้งกันหรือชนกัน มันจะแจ้งเตือนโชว์ในคอมพิวเตอร์ก่อนเลย เราเลือกที่จะเสียเวลามานั่งปรินท์แบบหรือว่านั่งเช็คในคอมพิวเตอร์ ยอมขยำกระดาษทิ้งดีกว่าต้องไปเจอความผิดพลาดที่หน้างานแล้วต้องทุบปูนทิ้ง ทุบคอนกรีตทิ้ง ซึ่งมันเป็น waste แล้วมันเป็นความเสียหายที่ตรงหน้างาน ก็เลยตัดปัญหาในส่วนนี้ไป

คุณเว้ง: นอกจากนี้เรายังเป็นเจ้าแรกมีการใช้เทคโนโลยี VR มาใช้เป็นอีก Solution หนึ่ง จุดประสงค์การใช้งานไม่ได้เน้นให้มันดูหวือหวาหรืออะไร แต่ต้องการให้ลูกค้าได้เห็นภาพจำลองเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ เพราะบางทีลูกค้าก็อยากจะเปลี่ยนแปลงบางจุดของบ้าน และพอใส่ VR เข้าไป มันสามารถเห็นภาพขยายของบ้านได้ มันจะแก้ปัญหาเรื่องการทำความเข้าใจระหว่างดีไซน์เนอร์และเจ้าของบ้านได้เลย ซึ่งเราเอา VR มาใช้เพื่อตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่า

บ้านทุกหลังจาก AWII House คือผลงาน Masterpiece

คุณแบงค์: ถ้ามองในมุมของงานที่ออกจากออฟฟิศเราทุกชิ้น ทุกชิ้นคืองาน Masterpiece หมด เพราะก่อนสร้างบ้าน ภายในทีมจะมีการทำงานร่วมกัน ช่วยกันเบรนสตรอม หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะให้บ้านหลังหนึ่งออกมาเพอร์เฟคที่สุด เราเอาใจใส่ในรายละเอียดของทุกผลงานเท่ากันหมดทุกชิ้น

คุณแยม: คือเราได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับสากลอย่าง ISO9001: 2015  ซึ่งเป็นสเต็ปการทำงานที่ผ่านการกรั่นกรอง พัฒนา จนตกผลึกมาแล้ว บ้านหลังนึงเราทำแบบกว่า 300 หน้า  ดีไซน์เนอร์ ทุกคน ก็ต้องทำบนมาตรฐานเดียวกัน ให้เราไปทำมาตรฐานที่ต่ำกว่านี้ก็คงทำไม่ได้

เรามีแอปพลิเคชัน “AWII TRACK” ที่เราพัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อใช้ในการจัดการและมอนิเตอร์งานภายในของเราเองแบบ real time และตอนนี้จับมาพัฒนาให้ลูกค้าสามารถ track เข้ามาดูความคืบหน้าของโปรเจกต์ได้

คุณแบงค์: อะไรที่มันออกจากบริษัทเราไปนั่นคือ เรามั่นใจว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามอบให้กับลูกค้า เพราะทุกครั้ง เวลาที่เราทำอะไร เราจะมีขั้นตอนในบริษัทฯ ของเราอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ได้พร้อมจริง ไม่ดีจริง เราก็ไม่กล้าที่จะเอาไปให้ลูกค้า และเราก็ไม่ลืมที่จะทำให้มันเป็น WOW! Experience สำหรับลูกค้าด้วย อย่างมีลูกค้าเราที่บ้านเก่าเค้าอยู่รวมกันในหลังเดียว แต่เค้าต้องการความเป็นส่วนตัว หลังจากทีมงานเรามาหา solution กัน สุดท้ายเราสามารถทำพื้นที่บ้านให้แยกออกมาเป็น 3 หลังในงบประมาณเดิมได้ และเค้าก็ Wow กับตรงนี้มาก

สิ่งสำคัญในการทำงานคือ Brainstorm แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต่อยอดสู่ผลงานที่ดีที่สุด

คุณเว้ง: ตอนรับผิดชอบงานลูกค้าจะเป็นสถาปนิก 1 คนต่อ 1 งานก็จริง แต่ว่าในงานเบื้องหลังมันคือการทำงานเป็นทีม แต่ละคนก็จะได้ความคิดเห็นของคนอื่น ๆ มาพัฒนางานของตัวเองต่อไป ทีมงานของผมเขาจะรู้ว่า เพื่อนร่วมงานเขาเก่งด้านนี้เขาก็จะไปคุยกันเองเลย หลังจากที่เขาเปิดใจเบรนสตรอมกัน เขาก็จะไปขอความคิดเห็น เพราะมันไม่ใช่งานของคน ๆ เดียว

คุณแบงค์: เวลาเราทำงาน เรารับงานมา เราจะให้แต่ละคนมา Pitch งานอีกทีหนึ่ง และเราเรียกมาบรีฟทุกคนได้ข้อมูลเหมือนกันหมด  คือเอาสิ่งที่คุณคิดเนี่ยมานำเสนอในห้องด้วยกัน ทุกคนก็จะได้มีโอกาสนำเสนอตัวรูปแบบงานหรือว่าความคิดของตัวเอง แล้วเรามาดูว่าแต่ละคนเขาเอาอะไรมานำเสนอ คนไหนที่ดูแล้วเหมาะสมกับงานตัวนี้ เราก็จะเลือกให้เป็นเหมือนตัวหลักในการดำเนินงานต่อ เป็นสถาปนิกส่วนตัวของลูกค้า

ในการทำงานเราจะเน้นการเบรนสตรอม และผมจะบอกทีมเสมอว่า สิ่งที่ผมพูด ผมพูดจากประสบการณ์ที่เคยเจอ ไม่ได้บอกว่าถูกที่สุด ต้องลองทำดู ลองศึกษาดูว่าถ้ามีความคิดอื่นมาคุยกันได้ ทำงานให้เปิดกว้าง เปิดใจ อย่าทำตัวให้เต็มตลอด ไม่งั้นจะไม่มีอะไรเพิ่มเข้ามาในตัวเองเลย

 

ใครมีความคิดที่อยากสร้างบ้านสวย ๆ เป็นของตัวเอง สามารถเข้าไปผลงานการออกแบบและก่อสร้างบ้าน พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการรับสร้างบ้านของ AWII HOUSE ได้ที่เว็บไซต์ https://awiihouse.com/หรือ https://www.wittawii.com/  หรือ Line id : @awiihouse