เป็นครั้งแรกของ Designer Talk ที่ได้มีโอกาสมาสัมภาษณ์นักออกแบบสาว ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการสัมภาษณ์ ทีมงานได้คุยกันว่า เป็นเรื่องดีนะ ที่ได้คุยกับนักออกแบบสาว อยากเรียนรู้ว่า เธอมีวิธีจัดการและขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไร และการก่อตั้งบริษัทมีความยากง่ายแค่ไหน

เมื่อเราเจอกับ “คุณน้ำหอม สิรรัตน์ จันทร์เรือง” ผู้ก่อตั้ง S Space Interior ทีมงานไม่รอช้าที่จะถามคำถามตามที่เราวางแผนกันไว้ แต่ว่าเรื่องราวของคุณน้ำหอม กับ S Space Interior มันไม่ได้ง่ายและสวยหรูเหมือนที่เราคิดไว้ รวมถึงประสบการณ์ในเส้นทางการเป็นนักออกแบบของคุณน้ำหอม ที่ต้องเผชิญและฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ รวมถึงการถูกเอาเปรียบสารพัด

เรื่องราวที่คุณจะได้อ่านต่อจากนี้ได้ถูกปรับ ตัด และแก้ไข เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้อื่น

ด้วยความบังเอิญ จึงทำให้ได้เรียนด้านการออกแบบที่ต่างประเทศ

ย้อนกลับไปสมัย ม.6 คุณพ่อของเราต้องไปเป็นผู้ช่วยทูตทหารอากาศที่เวียดนาม เราเลยไม่ได้เอนทรานซ์ที่กรุงเทพฯ เพราะต้องย้ายไปอยู่กับพ่อและแม่ที่เวียดนาม ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเรียนอะไร สุดท้ายเราก็เลือกเรียนที่สถาบัน Raffles Design ที่นั่นจะเด่นเรื่อง แฟชั่นดีไซน์ พวกอินทีเรีย ด้วยความที่เราชอบวาดรูป เลยอยากเรียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับวาดรูป และก็เลือกเรียนอินทีเรีย ก่อนที่เราจะย้ายมาที่เวียดนามเราคิดว่ามันยากนะคณะนี้ ต้องเป็นผู้ชายเรียน ต้องเก่งเลขหรือเปล่า พอได้มาเรียนจริง ๆ จึงได้เรียนรู้ว่าเขาจะสอนพื้นฐานตั้งแต่แรกเลย

เรียนไปเรียนมา Raffles ที่เวียดนามก็ปิดลง น่าจะมีปัญหาภายใน เขาก็ให้เราเลือกว่าจะโอนหน่วยกิตไปที่ไหน เราเลยเลือกเรียนต่อที่สิงคโปร์ ตอนที่เรียนเราก็ไม่ได้เก่งเลย คิดอย่างเดียวคือ ขอแค่เรียนจบ เกรดจะดีหรือไม่ดี เราไม่สน คือเราเป็นคนเรียนไม่เก่งตั้งแต่มัธยมแล้ว คำว่า “อินทีเรีย” มันเกินฝันเรามาก แถมยังได้ไปเรียนต่างประเทศด้วย ภาษาเราก็ไม่ได้ดี เลยคิดว่ามันบังเอิญมาก ๆ

จากสิงคโปร์สู่เมืองไทย การเริ่มงานครั้งแรกก็พบกับไอดอลผู้เติมเต็มความฝันในการทำงาน

เริ่มงานตอนแรกเราก็ทำบริษัทเล็ก ๆ มีพนักงานแค่ 5 คน ตอนนั้นเราก็ทำงานเหมือนเด็กจบใหม่ที่เริ่มต้นเส้นทางการทำงานแบบทั่ว ๆ ไป แต่เราโชคดีตรงที่ เราได้ใกล้ชิดกับหัวหน้าเรามากกว่าคนอื่น จุดนี้เลยทำให้เราแอบสังเกตพฤติกรรมเขา คือตอนแรกเราไม่ได้เป็นคนที่ชอบอินทีเรียเท่าไหร่นัก แต่พอได้พบกับหัวหน้าคนนี้ เธอได้เปลี่ยนชีวิตและทัศนคติของเราไปตลอดกาลเลย หัวหน้าเราเป็นคนที่มุ่งมั่นมาก ๆ ในเรื่องของงาน เป็น Working Women มาก ๆ เราเลยพยายามเอาสิ่งที่เขาเป็นบางส่วนมาปรับใช้กับการทำงานของเรา และหัวหน้าคนนี้ก็ได้จุดประกายให้เรามีความฝันที่อยากจะเปิดออฟฟิศเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง มีลูกน้องไม่เยอะก็สามารถดำเนินธุรกิจได้แล้ว เจ๋งมาก ๆ

เราเรียนรู้เรื่องภาวะการเป็นผู้นำจากหัวหน้าคนนี้เพราะเขาจะมุ่งไปที่เรื่องงานอย่างเดียว ทุกอย่างคืองานมาก่อน ตีสามตีสี่ยังปั่นงานกันอยู่เลย แต่เราก็รู้สึกว่าเราอยู่ได้ ทำเหมือนเขาได้

ค้นพบสไตล์ที่ตัวเองชอบ การออกแบบที่ใช่ ที่ถนัดสำหรับเรา

หลังจากที่เราทำงานกับหัวหน้าผู้เป็นไอดอลได้ประมาณปีเศษ เราก็ย้ายมาทำกับออฟฟิศเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ออกแบบเกี่ยวกับคลินิกโดยเฉพาะ พอเราทำไปได้สักพัก เราก็เกิดความสนใจนะ เพราะว่าปีหนึ่งปีเราได้ทำงานคลีนิคคือหลายโปรเจกต์มาก ด้วยความที่ทำบ่อย ก็เลยถนัดด้านนี้ไปเลย แต่จู่ ๆ ออฟฟิศก็ประสบปัญหาเรื่องการเงิน เราเลยต้องจำใจออกจากที่นั่น เชื่อไหมว่าเราออกโดยที่ สองเดือนก่อนเราจะออกเราไม่ได้เงินเดือนเลย เราทำเพราะใจล้วน ๆ เราเป็นคนที่ชอบทำงานออฟฟิศเล็ก ๆ มากกว่าทำในองค์กรใหญ่ ๆ เพราะเราจะได้แข่งขันกับตัวเอง พ่อกับแม่ก็จะมาบอกเราว่า ทำองค์กรใหญ่ ๆ มันมั่นคงกว่านะ มันก็จริงสำหรับเขานะ แต่เราเลือกทำเพราะเราชอบ

ด้วยความบังเอิญ (อีกครั้ง) ทำให้จับพลัดจับผลูเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบตามที่ฝันไว้ แต่ทว่า…

หลังจากยุติการทำงานกับที่ออฟฟิศเก่า ความฝันในการเปิดบริษัทเป็นของตัวเองก็ยังมีอยู่ในใจนะ จังหวะนั้นด้วยความบังเอิญอีกแล้ว (หัวเราะ) ก็มีรุ่นพี่ของเราชวนเปิดบริษัทออกแบบนี่แหละ พอเราเห็นโอกาสก็รีบคว้ามาไว้ก่อนเลย บริษัทที่เราหุ้นกับรุ่นพี่จะแบ่งเป็นสองส่วน ทำกันมาได้ราว ๆ 2 ปี เราทำมากกว่าแบบที่ทำปกติด้วยนะ เราทำในส่วนของเว็บไซต์, เฟสบุ๊ก รวมถึงไอจีด้วย เราก็ได้ประสบการณ์จากตรงนี้เพิ่มไปด้วย ทำให้เรารู้ว่าการทำบริษัทเราต้องควบคุมอย่างไร บริหารจัดการคนอย่างไร เราได้ประสบการณ์จากการเปิดออฟฟิศแบบที่เราใช้เวลาในการวางแผนที่สั้นมาก

จนในที่สุดเรามีปัญหาภายในกับหุ้นส่วน กลายเป็นจุดแตกหักที่ทำให้เราเฮิร์ทมากเลย การทิ้งสิ่งที่เราสร้างมากับมือ มันเป็นอะไรที่ทำให้เราแทบถอดใจจากการทำงานเลยนะ เรารักที่เก่ามาก คือเรื่องมันเกิดก่อนโควิด-19 จะระบาดอีกนะ น่าจะราว ๆ ต้นปี 2020 เราทำมา 2 ปี ช่วง 5 เดือนแรกเราก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง สลับกันไป

อดีตและปัจจุบัน ความผิดหวังและเสียใจ คือแรงผลักดันที่ก่อให้เกิด S Space Interior

เหตุผลรวม ๆ ซึ่งเราไม่ขอระบุดีเทลอะไรมากนะคะ คือ เป็นเรื่องภายในจริง ๆ ที่เราก็ไม่รู้จะพูดยังไงเลย เราทำมา เราไม่ได้อะไรเลยนอกจากประสบการณ์ เรามาถึงจุด ๆ หนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราออกมาดีกว่า ออกมาเริ่มต้นใหม่ นับหนึ่งใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้เราก็ทำคนเดียว เพราะเข็ดกับการมีหุ้นส่วนแล้ว ถามว่าถ้าให้กลับไปทำอีกจะทำไหม เราตอบเลยว่าไม่ทำแล้ว เราทำไปสุดท้ายมีแต่ผลงานของเราที่อยู่ในชื่อของที่เก่า อยู่ภายใต้ชื่อของเขา เราทำแบบกับที่เก่าเยอะมาก สุดท้ายมันไม่ไหวจริง ๆ ท้อมาก เพราะสิ่งที่เราทำไปมันไม่ใช่ของเราเลยสักอย่าง เราลงแรงลงความเชื่อใจ ขอเงินคุณแม่มาเพื่อลงทุนกับมัน เรานึกว่ามันเป็นของเรา สุดท้ายแล้วความไว้ใจมันหมด ทำไมมันเหนื่อยจังวะ แต่บริษัทไม่ไปไหนสักที ทั้ง ๆ ที่งานเข้าเยอะมาก แล้วงานที่ทำจริง ๆ คือเยอะมาก

S Space คือพื้นที่ส่วนตัว ความสุข และการแสดงตัวตนที่ชัดเจน

S ย่อมาจากชื่อของเราเอง สิรรัตน์ ส่วน Space ก็ตรงตัวแปลว่าพื้นที่ ฉะนั้น S Space เราให้นิยามว่ามันเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับเราจริง ๆ ประสบการณ์จากที่เก่าก็สอนเราหลายอย่างมาก เรียกว่าที่เก่ามันคือการทำงานแบบ Hand-Made จริง ๆ ทำเองกันหมดเลย ไม่มีใครรู้อะไรที่จริงจัง แต่ก็ทำกันมาได้นะ สิ่งที่ทำให้เรารู้อย่างหนึ่งคือ การเปิดบริษัทมันไม่ใช่เรื่องยาก แต่การดำเนินกิจการ การบริหารทั้งเรื่องคนและเรื่องเงินเป็นสิ่งที่ยากมากกว่า ก่อนเราจะทำ S Space เราก็มีทางเลือกอยู่ 2 ทางนะ คือกลับไปทำงานออฟฟิศทั่วไปกับทำฟรีแลนซ์ ตอนนั้นเรายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปทางไหน ประกอบกับช่วงโควิด-19 พอดีเราเลยใช้เวลาว่างตรงนี้ ปั้นแบบขึ้นมาเล่น ๆ พอเรากลับมาทำแบบมันก็ช่วยเยียวยาจิตใจ มีความสุขขึ้น และก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ S Space

เริ่มแรกเราอยากให้ลูกค้าจำงานของเราได้นะ พอไป ๆ มา ๆ เราก็พบว่างานของ S Space มันมี Signature ที่ไม่เหมือนใครอยู่ คุณแม่ก็ถามเราว่าจะไหวหรือเปล่า แม่อยากให้กลับไปทำออฟฟิศทั่ว ๆ ไป แต่เรารักตรงนี้ เราฝันอยากจะเปิดออฟฟิศที่เป็นของเรามานานแล้ว ก็เลยลองลุยทำการตลาดในโซเชียลมีเดีย ปรากฏว่ากระแสตอบรับถือว่าค่อนข้างดีเลย มีลูกค้าเข้ามาพูดคุย เข้ามาสอบถาม เราไม่ได้หวังว่าจะได้ลูกค้าในช่วงแรก แค่มีคนสนใจถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และโชคดีที่ทางทีมงานได้ติดต่อมาสัมภาษณ์ สำหรับเราถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทีเดียว

ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ผสานฟังก์ชันที่ครอบคลุม งานสเกลเล็กคือความถนัดที่ควบคุมได้

ส่วนตัวเราชอบงานสเกลเล็ก ๆ เพราะจบงานง่าย เน้นดีไซน์หนัก ๆ เราเลยชอบออกแบบพวก คลินิก ร้านเสริมสวย ร้านทำเล็บ คืองานสเกลเล็ก มันควบคุมได้เกือบทั้งหมด หากเราพูดคุยกับลูกค้าลงตัวแล้ว งานจะออกมาตรงตามแบบมาก ๆ เราจะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิง เพราะเขาน่าจะชอบแนวทางเดียวกับเรา ส่วนสไตล์เราจะมาทางมินิมัล มินิมัลมันขายได้เสมอ เน้นความเรียบที่มีเอกลักษณ์ แต่ฟังก์ชันการใช้งานก็ต้องครบ จะมาเน้นสวยแต่ใช้ไม่ได้ มันก็เปล่าประโยชน์ ถามว่าแล้วแบบอื่นทำได้ไหม โมเดิร์น ลอฟท์ เราทำได้นะ แต่จะถนัดมินิมัลมากกว่า เราให้ความสำคัญกับผู้บริโภคและลูกค้านะ ว่าตอบโจทย์ไหม สะดุดตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมาหรือเปล่า ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของ เราแฮปปี้ ลูกค้าก็แฮปปี้

ยากกว่าการออกแบบ คือการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า

สำหรับเราการออกแบบไม่ได้รู้สึกยากนะ ที่ยากคือช่วงก่อนจะได้งาน เราต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจที่จะจ่ายเงินให้เรา ต่อให้เรามีแบบที่สวยงามแต่เรานำเสนอแบบไม่ตั้งใจหรือไม่มีความน่าเชื่อถือ มันก็เกิดปัญหา อย่างปัญหาที่เราเคยเจอคือ เราดูเด็กเกินไป ทำให้เราโดนลูกค้ากดดันเลยดูไม่น่าเชื่อถือเลย เราเอาจุดนี้มาบริหาร S Space ด้วย คือค่อย ๆ เดินดีกว่า ตอนนี้ก็เป็นฟรีแลนซ์ในนาม S Space เมื่อไหร่ที่มีทุนก็จะตั้งออฟฟิศแบบจริงจัง อยากทำเป็น Home Office มีพนักงานสัก 3 คนก็พอแล้ว ไม่อยากทำใหญ่โตเพราะการทำออฟฟิศใหญ่ ๆ ต้นทุนด้านต่าง ๆ ก็จะสูงขึ้นตาม

พัฒนา ปรับปรุง และแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้ S Space เกิดเหตุซ้ำรอย

หลังจากที่เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งดีและไม่ดีจากหลาย ๆ ที่ เราเลยมีภูมิต้านทานที่เยอะพอประมาณในการบริหาร เราเลยไม่คิดจะเอาสิ่งที่แย่ ๆ มาใช้กับเราหรือ S Space อะไรที่ดีก็เก็บไว้ อะไรที่ไม่ดีเราก็จำ แล้วก็บอกกับตัวเองเสมอว่า อย่าไปทำกับใครอีก มันไม่ดี (หัวเราะ) เราอยากจะเดินตามรอยไอดอลคนแรกของเรามาก ๆ แต่ช่วงนี้ยังคงต้องปูพื้นฐานด้านความน่าเชื่อถือและผลงานอีกสักหน่อย เราคิดว่ายังไง S Space ก็ต้องออกมาดีอย่างที่เราวางแผนไว้อย่างแน่นอน

“ทำงานที่รัก เราต้องรักงานที่เราทำ แล้วงานจะออกมาดี อย่าทำงานด้วยความอยาก” คุณน้ำหอมกล่าวปิดท้ายเมื่อผมถามว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานของเธอ เธอใช้ข้อคิดหรือคติอะไรที่ทำให้เธอสามารถอดทนและผ่านปัญหาต่าง ๆ มาได้ หลังจากที่เราพูดคุยกันเสร็จ ผมนับถือในตัวคุณน้ำหอมในเรื่องของความมุ่งมั่นและกระหายการทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง

เมื่อจบบทสนทนา หนึ่งประโยคของ บิล เกตต์ ที่เคยกล่าวไว้ก็แล่นเข้ามาในหัวของผมทันที “ชีวิตมันไม่แฟร์อยู่แล้ว จงทำตัวให้ชินกับมัน แล้วพยายามต่อไป” เราทุกคนต้องพยายามเสมอ

S Space Interior นั้น รับออกแบบตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย โรงแรม คอนโด ร้านทำเล็บ สถานเสริมความงาม คลินิกประเภทต่าง ๆ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาผู้ช่วยในการออกแบบ ลองติดต่อขอคำแนะนำและเข้าไปดูผลงานจาก S Space Interior ได้ที่ http://www.designerhub.in.th/sspace และทาง Facebook: S space Interior

 

ขอขอบคุณ Urban Square และร้านกาแฟ Vester ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการสัมภาษณ์