ในชีวิตคนหนึ่งคนจะมีที่ที่เรียกว่า ‘บ้าน’ กันสักกี่หลัง บางคนอาจต้องออมเงินมาทั้งชีวิตเพื่อซื้อบ้านหนึ่งหลังสำหรับครอบครัว และเขาย่อมคาดหวังที่จะได้รับ ‘บ้าน’ ที่ดีที่สุดกลับมา ฉะนั้นการสร้างพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและเต็มไปด้วย ‘ความมีชีวิต’ จึงเปรียบเสมือนความภูมิใจที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับ ‘ชีวาทัย’ ที่จะมอบให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ

ไม่เพียงแค่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) ยังมีภารกิจสำคัญเป็นการสร้างพื้นที่แห่งชีวิต ภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘Build A Life’ ซึ่งกว่า 8 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดยการผนึกกำลังกันของการร่วมทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์ คุณบุญ ชุน เกียรติ ในฐานะกรรมการผู้จัดการ ได้กล่าวไว้ว่า ‘ชีวาทัย’ เริ่มต้นมาพร้อมกับการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่เพียงการปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป แต่ยังเป็นการทำความเข้าใจกับผู้บริโภคอย่างแท้จริง

สร้างสรรค์พื้นที่แห่งชีวิต

เมื่อ 10 ปีที่แล้วถือว่าเป็นช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยกำลังเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาด
คอนโดมิเนียม จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์จากประเทศสิงคโปร์ TEE LAND มองหาพาร์ทเนอร์ทาง
ธุรกิจในเมืองไทย ซึ่งสุดท้ายได้ร่วมกับตระกูลพานิชชีวะ โดยคุณสมหะทัย และคุณชาติชาย พานิชชีวะ ก่อตั้งบริษัท ชีวาทัย ขึ้นมา ถือเป็นการร่วมทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์ โดยฝ่ายไทยถือหุ้นอยู่ 51% ฝ่ายสิงคโปร์ในนามบริษัท TEE LAND บริษัทในเครือ TEE International ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในสิงคโปร์ที่เชี่ยวชาญงานด้านวิศวกรรม รวมถึงงานไฟฟ้าและระบบมากว่า 30 ปี มีธุรกิจการบริหารชุมชนโดยเฉพาะการบริหารชุมชนของการเคหะ ในด้านวิศวกรรมนั้นเคยสร้างบ้านเอื้ออาทร 2,000 ยุนิต และปัจจุบันยังมีธุรกิจด้านการบำบัดน้ำเสียในประเทศไทยด้วย ด้วยบริษัท TEE LAND เข้าถือหุ้นบริษัทชีวาทัย 49% ตามกฎหมาย ซึ่งชีวาทัยเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจในเมืองไทยมากว่า 8 ปี โดยมีโครงการแรกคือ ชีวาทัย ราชปรารภ

โดยชื่อ ‘ชีวาทัย’ นั้นมีจุดเริ่มมาจากความต้องการคำในภาษาไทยที่สื่อความหมายได้ถึง ‘ความมีชีวิต’ และเมื่อผ่านการระดมความคิดสร้างสรรค์แล้ว จึงลงตัวที่คำว่า ‘ชีวาทัย’ จนกลายมาเป็นชื่อที่ผู้บริโภคให้ความสนใจและจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการคอนโดมิเนียมเพื่อการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูง กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวคิดการสร้างสรรค์ด้วยแนวคิดอาคารที่เป็นมากกว่าตึกสูง ทว่าให้สัมผัสได้ถึงความเป็น ‘บ้าน’ ทั้งนี้ คุณบุญ กล่าวว่า ความภาคภูมิใจที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับ ‘ชีวาทัย’ ในวันนี้ คือการที่ลูกค้าของชีวาทัยส่วนใหญ่ คือลูกค้าในกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง หรือ Real Demand ซึ่งนั่นทำให้บริษัทพยายามอย่างยิ่งที่จะตอบสนองต่อลูกค้าให้ได้อย่างตรงจุด ภายใต้จุดมุ่งหมายที่มองลูกค้าเป็นเสมือน Life Partner ที่ต้องดูแลกันไปตลอดชีวิต

Capture ชีวาทัย
คุณบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน)

“สำหรับชีวาทัย ตอนนี้เรายังเป็นบริษัทเล็กๆ แต่เราคาดหมายเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งเราจะเป็นบริษัทที่เติบโตขึ้น แตก่อนที่จะถึงวันนั้น เราได้เปรียบเทียบตัวเองว่าเป็นเหมือนกับ Boutique Developer โดยเราดูความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญและเปลี่ยนตำแหน่งจุดยืน (Positioning) ของเราไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอตามยุคสมัย เช่นที่เราพบว่าเมื่อก่อนจะเป็นช่วงที่คอนโดมิเนียมเป็นที่นิยมมาก จนถึงตอนนี้ความต้องการคอนโดมิเนียมก็ลดลง แต่สิ่งที่นิยมมากขึ้นกลับเป็นบ้าน ดังนั้นการที่เราเป็นบริษัทเล็ก ๆ จึงสามารถยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคได้ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือเราหวังที่จะทำความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ออมเงินมาทั้งชีวิตเพื่อมาซื้อที่พักอาศัยและหวังที่จะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
กลับไป เราจึงไม่ได้มองลูกค้าว่าเป็นสถิติหรือตัวเลขทางธุรกิจ แต่ลูกค้าคือคู่ค้าของเราตลอดชีวิต หรือที่เรียกว่า Life Partner ดังนั้นในแง่ของการทำงานเราจึงทำงานโดยปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ และสิ่งที่ลูกค้าซื้อไปต้องเป็นสิ่งที่เขาภูมิใจและอยู่กับมันได้ตลอดชีวิต

ส่วนแนวคิดในการเลือกทำเลที่ตั้ง โครงการของเราจะดูกันที่ Consumer Behavior เป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องเป็นที่ดินที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้าเสมอไป เพราะเราเล็งเห็นว่าพื้นที่ที่แม้จะไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้าก็เป็นที่ต้องการของลูกค้าด้วยเช่นกัน อย่างเช่น โครงการชีวาทัย ราชปรารภ ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้า แต่เราเลือกพื้นที่ชุมชนที่มีความหนาแน่น ก็จะได้รับความสนใจ เพราะฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าเท่านั้น แต่บางโครงการของเราก็อยู่ใกล้รถไฟฟ้า ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็จะพิจารณาว่าในย่านนั้นมีความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามากน้อยเพียงใด มีดีมานด์จริงหรือไม่ และถ้ามีดีมานด์ จึงค่อยพิจารณาว่าลูกค้าในย่านนั้นมีความต้องการโปรดักส์ในกลุ่มไหน มีกำลังซื้อมากน้อยแค่ไหน และวางตำแหน่งทางการตลาดอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ลูกค้าในย่านนั้น เป็นต้น

ส่วนในเรื่องของการดีไซน์คอนโดมิเนียมนั้นเราพบว่าจริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ต้องการดีไซน์ในแบบ Modern Contemporary โดยต้องการคำชี้แนะเรื่องการตกแต่งห้องด้วย ที่ผ่านมาห้องตัวอย่างของเราจึงมักจะมีหลายรูปแบบที่แตกต่างกันในแต่ละทำเล เพื่อให้ลูกค้ามีไอเดียว่าห้องควรจะเป็นอย่างไร เนื่องจากเราพบว่าเป็นหนึ่งในความต้องการในรายละเอียดปลีกย่อยของลูกค้า นอกจากนี้พฤติกรรมหนึ่งของลูกค้าที่ซื้อคอนโดมิเนียมที่เราพบคือต้องการสระว่ายน้ำ รวมถึงที่จอดรถที่เพียงพอ เรียกว่าเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ลูกค้าเจาะจง”

จากการเรียนรู้ สู่ก้าวต่อไป

ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย ‘ชีวาทัย’ ได้เรียนรู้ในหลายสิ่งซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเติบโตในอนาคต

“การสร้างโครงการแรกของชีวาทัย ได้แก่ ชีวาทัย ราชปรารภ เป็นช่วงที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นในเมืองไทยพอดี โครงการต่อมาคือชีวาทัย รามคำแหง ก็เป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเมืองไทย ถึงแม้ว่าโครงการของเราจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ก็มีปัญหาเรื่องการขนส่งวัสดุในการก่อสร้างเข้ามาที่โครงการ ทำให้ล่าช้าออกไปประมาณ 4 เดือน สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือการเตรียมตัวรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้สมัยที่ผมเข้ามาทำงานในประเทศไทย ในช่วงแรก ๆ ก่อนที่จะเริ่มงานกับทางชีวาทัย อุปสรรคของผมคือเรื่องภาษา จนถึงยุคแรกๆ ที่ผมเริ่มมาทำงานกับชีวาทัย และมีวิศวกรชาวสิงคโปร์เข้ามาทำงานด้วย เราก็พบว่าภาษาเป็นความท้าทายที่สำคัญ การที่เราพูดภาษาไทยไม่ได้จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารมาก จริงอยู่ว่าพนักงานในระดับบริหารสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ในระดับปฏิบัติการส่วนใหญ่จะไม่สามารถสื่อสารกับเราได้ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมธรรมของไทยที่ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็เป็นข้อดี รวมถึงการเรียนรู้การทำธุรกิจภายใต้กฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างไทยกับสิงคโปร์

“ลูกค้าของชีวาทัยส่วนใหญ่คือลูกค้าในกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง หรือ Real Demand ซึ่งนั่นทำให้บริษัทพยายามอย่างยิ่งที่จะตอบสนองต่อลูกค้าให้ได้อย่างตรงจุด ภายใต้จุดมุ่งหมายที่มองลูกค้าเป็นเสมือน Life Partner ที่ต้องดูแลกันไปตลอดชีวิต”

ปัจจุบัน การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีสูงมาก และบางทำเล ตลาดก็ Over Supply ในขณะที่บางทำเลก็ยังไปได้อยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ความคุ้มค่าและทำเล รวมถึงชื่อเสียงของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกของลูกค้า โดยภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมก็ยังไปได้ดี แต่อาจจะช้ากว่าเมื่อประมาณ 5-10 ปีที่แล้ว สิ่งที่เราพบคือความต้องการของผู้บริโภคที่ตอนนี้เริ่มจะกลับมามีความต้องการบ้านพักอาศัยมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลให้ชีวาทัยเริ่มจะพัฒนาโครงการบ้านแนวราบขึ้น ซึ่งเรากำลังเตรียมตัวจะเปิดตัวโครงการแรก คือ ชีวารมย์ รังสิต-ดอนเมือง โดยขณะนี้อยู่ในช่วงก่อสร้าง ซึ่งจะแล้วเสร็จพร้อมขายประมาณสิ้นเดือนกันยายนนี้ ความโดดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่ทำเลคือ ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เพียงแค่ 200 เมตร มีจำนวนแค่ 80 ยูนิต เป็นโครงการขนาดเล็ก ที่เป็นทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด โดยกลุ่มเป้าหมายคือคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณย่านนั้นอยู่แล้ว แต่ต้องการขยับขยายหรือสร้างครอบครัวใหม่ และจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย เราพบว่าคนส่วนใหญ่จะไม่นิยมย้ายทำเลที่อยู่อาศัยไปยังทำเลอื่นไกล ๆ แต่อยากอยู่ใกล้ ๆ ครอบครัวของพ่อแม่ ซึ่งเราคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีและสิ้นปีนี้เราจะเปิดตัวโครงการบ้านอีกหนึ่งโครงการด้วยเช่นกัน”

Capture ชีวาทัย2

ภายใต้การแข่งขันที่ดุเดือดในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ชีวาทัยจึงเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ค่อยๆ เติบโตแบบมีทิศทาง นอกจากนี้กลยุทธ์ในการทำธุรกิจหนึ่งที่คุณบุญกล่าวว่าเป็นหนึ่งในแนวทางสู่การเติบโต คือการเข้าครอบครองกิจการ (Take Over) โครงการที่น่าสนใจและพัฒนาต่อในนามชีวาทัย

“สำหรับคอนโดมิเนียม ตอนนี้เรามีอีกหนึ่งโครงการ คือ ชีวาทัย เรสซิเดนส์ อโศก ซึ่งเป็นโครงการที่เราเข้าไปเทคโอเวอร์ของเดิมมา ซึ่งแต่เดิมเป็นโครงการที่สร้างมาแล้วกว่า 25% เราจึงเข้าไปซื้อทั้งโครงการพร้อมกับมีลูกค้าพ่วงมาด้วย หลังจากนี้เราก็จะพัฒนาตามแนวทางเดิมด้วยคอนเซ็ปต์ตามความเข้าใจแรกที่ลูกค้าจองเอาไว้โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ในขณะเดียวกันก็พยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้าตามนโยบายของเราด้วย โครงการนี้ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของโครงการของชีวาทัยที่ได้เข้าครอบครองกิจการจริง ๆ

ซึ่งรูปแบบกลยุทธ์ในการเติบโตของเรามี 2 วิธีนั่นคือ การหาซื้อที่ดินและนำมาพัฒนาโครงการเช่นเดียวกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป กับอีกหนึ่งวิธีคือ เราจะมองหาโครงการที่น่าสนใจที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าเดิมไม่อยากดำเนินโครงการต่อ เราก็จะเข้าเทคโอเวอร์โดยเสนอราคาซื้อต่อ ที่ผ่านมาเราทำมาแล้วกับ 3 โครงการ นั่นคือ ชีวาทัย อินเตอร์เชนจ์, ฮอลล์มาร์ค งามวงศ์วาน และล่าสุด ชีวาทัย เรสซิเดนส์ อโศก ซึ่งเราพบว่าในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยนั้น มีน้อยครั้งมากที่จะมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าเทคโอเวอร์โครงการแบบจริงจังเหมือนกับที่ชีวาทัยทำ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากเราต้องศึกษาเบื้องหลังของโครงการและบริษัทนั้นอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แต่เนื่องด้วยชีวาทัยมีทีมงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ จึงประสบความสำเร็จในด้านนี้ค่อนข้างมาก

สิ่งที่เรากำลังทำในปัจจุบันคือ การพยายามสร้างแบรนด์ของเราให้มีความแข็งแรงขึ้น และทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เราหวังว่าจะเติบโตได้อย่างน้อยปีละ 25% รวมถึงอยากให้ได้เห็นผลงานว่า เรามีทั้งความเป็นสิงคโปร์และ
ความเป็นไทยอยู่ในชีวาทัย ร่วมกันพัฒนาที่พักอาศัยคนไทย โดยที่เรามองผู้บริโภคชาวไทยเป็นหลักด้วยนโยบายสำคัญนั่นคือ เรามองลูกค้าเป็น Life Partner ของเรา”

 

นิตยสาร Builder Vol.34 AUGUST 2016