หน้าฝน “น้ำท่วม” หน้าร้อน “น้ำแล้ง” นี่คือประเทศไทย รวมทั้งเมืองใหญ่สุด เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ “ดอน” เมือง น้ำท่วม “หนอง” งูเห่า น้ำไม่ท่วมชายเมืองกรุงเทพฯ ของเมืองหลวง ซึ่งเป็น Mega City ท่านเชื่อหรือไม่ว่าไม่มีน้ำประปาและหน้าร้อนน้ำแล้ง

ยิ่งภาคใต้ “ฝน 8 แดด 4 เดือน” นี่คือประเทศไทยน้ำเป็นทรัพยากรมีค่ายิ่ง ผลิตไฟก็ได้ เกษตรกรรมก็ได้ (เราเป็นเมืองเกษตรกรรมต้องมีน้ำตลอดปี) ในเมืองคนก็ต้องบริโภคอุตสาหกรรมก็ต้องใช้น้ำ แต่ทุกรัฐบาลมองข้ามความสำคัญเรื่องน้ำ ในปัจจุบันก็เน้นเรื่อง Logistic การขนส่งคมนาคม ซึ่งก็จำเป็นและเป็นโครงการ Back Bone แต่น้ำคือ “สายโลหิต”บางประเทศเขามีวาระแห่งชาติกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยระบบคมนาคม เราเองก็น่าจะมีวาระแห่งชาติ “กระต้นุ เศรษฐกิจด้วยระบบน้ำ” ตอนน้ำท่วมบ้าง โดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมาต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจก็มีโครงการลงทุน “จัดระบบน้ำ” แต่พอน้ำไม่ท่วมก็ลืม ตามแบบฉบับคนไทย

มาดูภาพรวมของน้ำทั่วโลกกัน นักวิทยาศาสตร์ได้มีการศึกษาว่าน้ำมีมากที่สุดคือในอากาศ ในบรรยากาศเป็นความชื้น ที่กลั่นกรองการระเหยความร้อนของโลกแล้วตกมาเป็นฝนสร้างชีวิตทุกชีวิต รองลงมาคือน้ำทะเล ต่อมาคือน้ำใต้ดิน และน้อยที่สุดคือน้ำผิวดินซึ่งมวลมนุษย์ก็รู้จักแต่น้ำผิวดินที่แย่งกันใช้ ใช้แล้วก็ทิ้งทะเล รวมทั้งปล่อยน้ำดีลงทะเลกันเป็นว่าเล่น

กลับมาดูน้ำของประเทศไทยกันบ้าง ในปีนี้น้ำจะแล้งมากๆ โดยที่เรายังใช้แนวคิดเดิมๆ วิธีการเดิมๆ แก้ปัญหาน้ำแล้ง เรามีกรมชลประทาน มีกระทรวงทรัพยากรแห่งชาติ มีกรมเจ้าท่า ที่ได้แต่จะรอฝนให้ตกอย่างเดียว แต่เก็บน้ำไม่เป็น เก็บไม่ได้ น่าสงสารประเทศไทยมาก ทีที่จริงน้ำต้องเป็นวาระอันดับแรกของชาติ สำคัญกว่า Mass Transit หรือ Logistic ทั้งระบบอีก เพราะสามารถใช้ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างชีวิตให้ชาติได้ และเป็นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเชื้อสายยิว ได้พัฒนา Innovation ที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นทะเลทรายแห้งแล้งเขาพัฒนาเอา “ความชื้นในอากาศ” ตอนกลางคืนมากลั่นเป็นน้ำ ใช้ Solar ประกอบเทคโนโลยี เหมือนแอร์บ้านเราที่กลั่นความชื้นออกมาเป็นหยดน้ำ ส่วนประเทศอเมริกาก็ใช้เทคโนโลยีไปทำน้ำให้ทหารนำไปใช้ที่ Middle East และมีขายอยู่ในตลาดแล้ว

เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้ไปงานอสังหาฯ ที่ภูเก็ต ก็มีนักธุรกิจต่างชาตินำระบบนี้มาขายให้กับโรงแรมตามเกาะต่างๆ โดยระบบนี้แยกออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ระบบใหญ่เป็น Container ผลิตน้ำดื่มได้ทั้งหมู่บ้าน ลากจูงได้ ต่อเชื่อมเป็นยูนิตได้ ใช้ได้ทั้งไฟและ Solar ผลิตได้เป็น 10,000 ลิตร, ระบบกลางสามารถผลิตน้ำดื่มได้ 120-5,000 ลิตรต่อวัน เหมาะสำหรับใช้ในโรงแรมชุมชนขนาดเล็กแถบชายแดน กรุงเทพฯและชุมชนชนบท และระบบเล็กที่ผลิตเหมือนน้ำดื่มได้วันละ 28 ลิตรต่อวัน และเอาไปกรอกฆ่าเชื้อโรคดื่มได้ สะอาดตามมาตรฐาน WHO ซึ่งผู้เขียนได้ทดลองซื้อระบบเล็กมาให้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จฬุาฯ และสำนักผู้ว่า ฯ กทม. ได้ทดลองใช้กันก็ถือว่าดีเยี่ยมแต่ผู้ขายขาดการบริการหลังการขายนับว่าน่าเสียดายมาก

ก็ขอฝากให้นักพัฒนาให้มองหาเทคโนโลยีมาช่วยเสริมการขุดบ่อบาดาล ช่วยเสริมโครงการของพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ผลิตฝนเทียมขึ้นก็มาจากคอนเซ็ปต์น้ำและความชื้นในอากาศซึ่งมีมากสุด โดยพระองค์ทรงมุ่งให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุดส่วนภาคเมืองและภาคอุตสาหกรรมก็ต้องช่วยตัวเองบ้างทั้งด้านพลังงานและน้ำใช้โดยเทคโนโลยีการทำน้ำจากอากาศน่าจะนำมาใช้ในเมืองได้ หรือใช้ร่วมกับ Solar ก็จะดีและขอฝากถึงกระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากร และ กทม. ให้คิดนอกกรอบด้วยมิใช่รอแต่น้ำฝนหรือน้ำใต้ดิน อย่างเช่นจะทำน้ำจากทะเลก็บ่นว่าแพงกัน ซึ่งแน่นอนว่าน้ำสะอาดก็ควรจะแพงกว่าน้ำฝนหรือน้ำเหล้าอยู่แล้ว

กรุงเทพมหานคร ในฐานะเมืองใหญ่ก็ควรจะมีวาระแห่งน้ำ มิใช่มีแค่สำนักระบายน้ำที่คิดแต่จะระบายน้ำทิ้งทะเลท่าเดียว Recycle น้ำก็ไม่ทำ และพอฝนตกน้ำก็ท่วมทุกปีก็ขอฝากว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ด้วยนะครับว่า Mass Transit ดี ระบบรางดี ก็ขอให้คิดถึงระบบน้ำด้วย ช่วยยกระดับความสำคัญขึ้นมาด้วยนะครับ

นิตยสาร Builder Vol.32 JUNE 2016