ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิรด์ เผยปี 59 กวาดรายได้ 2,000 ล้านบาท ส่วนปี 60 ใช้งบลงทุนโครงการทั้งสิ้น 2,200 ล้านบาท หวังรายได้โต 15% วาดแผนพัฒนา 5 ปี จากนี้เน้นลงทุนเพิ่มใน กทม. และปริมณฑลเป็นหลัก

นายณภัทร เจริญกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มไลฟ์สไตล์ กลุ่มบริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิรด์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 59 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท จากจำนวนโครงการทั้งหมด 8 โครงการ ประกอบด้วย โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ บางกะปิ, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่, ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยาม สแควร์, และบ็อกซ์ สเปซ รัชโยธิน เป็นการเติบโต 11% โดยในปี 60 บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้รวมทั้งหมดเพิ่มขึ้น เป็น 2,300 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15% จากปี 59 โดยจะยังไม่มีการเปิดโครงการใหม่ในปี 60 แต่จะเป็นการปรับพื้นที่ภายในแต่ละศูนย์ฯ ให้สามารถเติมเต็มไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุคปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งศูนย์ฯ ที่จะเน้นเรื่องการปรับโฉมในปีหน้า ได้แก่ พันธุ์ทิพย์ บางกะปิ และพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ คาดว่า จะเปิดให้บริการได้ภายในกลางปี 60 นอกจากนั้นยังคงใช้งบประมาณลงทุนในขั้นตอนพัฒนาโครงการ อาทิ ศูนย์การค้าเกตเวย์ บางซื่อ ส่วนขยายเพิ่มเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ และบ็อคซ์สเปซ สรรพาวุธ รวมใช้งบลงทุนปี 60 ถึง 2,200 ล้านบาท

1คุณณภัทร1

ด้านมุมมองต่อการดำเนินการพัฒนาธุรกิจรีเทลเมืองไทยในอนาคตนั้น นายณภัทร เจริญกุล แสดงมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าการลงทุนพัฒนาโครงการธุรกิจรีเทลใน กทม. และเมืองโดยรอบจะมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยากขึ้นเช่นกัน จะอยู่ได้ต้องอาศัยความต่างและศักยภาพในการตอบโจทย์ อย่างไรก็ตามการลงทุนในเมืองขนาดใหญ่อื่น ๆ ในประเทศยังมีความน่าสนใจ เนื่องด้วยการเติบโตของแต่ละเมืองรวมถึงการขยายตัวของการท่องเที่ยวที่มีอย่างต่อเนื่องจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไปลงทุน

“แผนการลงทุนของเราในอีก 5 ปีข้างหน้าระหว่างปี 2560 – 2564 นั้น เรายังเน้นลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ในเขต กทม. และเมืองโดยรอบภายใต้ 5 แบรนด์ที่เรามีอยู่ ประกอบด้วย เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, พันธุ์ทิพย์, เกตเวย์, เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ และบ็อกซ์ สเปซ สรรพาวุธ โดยคาดว่าจะมีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 9-10 โครงการ ทำให้ใน 5 ปีข้างหน้าเราคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 4,800 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันสูงถึง 140%” นายณภัทร เจริญกุล กล่าวถึงภาพรวมการเติบโตในอีก 5 ปีข้างหน้า

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ทุ่มงบ 300 ลบ. เนรมิตไฮไลท์ใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ พร้อมอัดกิจกรรมตลอดปี 60 ในโอกาสดำเนินธุรกิจสู่ปีที่ 5 คาดปี 60 มีรายได้เติบโต 13%

นายมานพ คำสว่าง ผู้จัดการทั่วไป โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ได้แสดงศักยภาพจนสามารถพัฒนาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองไทยได้สำเร็จ และได้รับรางวัลต่างๆ มาครองได้อย่างสมภาคภูมิ อาทิ รางวัล PEOPLE’S CHOICE AWARDS THAILAND “Top Choice Shopping Area” 2016 ที่ได้รับการโหวตโดยกลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศจีน ซึ่งจัดขึ้นโดย ททท. และ รางวัล Recreational attraction standard excellent level 2015-2017 ในปี 2016 ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นสถานประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวยอดเยี่ยมที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวด้วยความเป็นเลิศ ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยในปีนี้เราได้จับมือร่วมกับบริษัททัวร์ชั้นนำของไทยกว่า 400 บริษัท การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ ATTA เพื่อร่วมโรดโชว์ในต่างประเทศ เพราะถือเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างให้เกิดการรับรู้ และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยอย่างยั่งยืน

ในด้านการพัฒนาร้านค้าที่ผ่านมา มีร้านค้าและร้านอาหารเปิดใหม่ อาทิ ร้านมินิโซ ร้านเถ้าแก่น้อย ร้านจินจูหูฉลาม ร้านโอชา โดยแต่ละร้านมีจุดเด่นที่สามารถดึงดูดความต้องการกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ และในปัจจุบัน เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของไทยที่จุดประกายให้การท่องเที่ยวริมแม่น้ำได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งพิจารณาจากอัตราการเข้าพักของโรงแรมย่านริมน้ำจากเดิมอยู่ที่ 35% ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 80% ในปัจจุบัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในโครงการแบ่งเป็นนักท่องเที่ยวไทย 40% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 60% โดย 5 ประเทศหลักในโซนเอเชียประกอบด้วย ไต้หวัน จีน เกาหลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย และ ขยายตลาดไปยังโซนยุโรป โดยอัตราการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเฉลี่ยที่ 1,500 บาท และ 2,000 บาทตามลำดับ

“ในอนาคตอันใกล้เราได้เตรียมพัฒนาไฮไลท์หลักใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มสีสันการท่องเที่ยว อาทิ การสร้างเรือรบหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อนำมาจอดเทียบท่าเอเชียทีค ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนขออนุญาตและคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างอีก ประมาณ 18 เดือน โดยเราวางแผนจะพัฒนาเป็นร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งเพื่อสร้างประสบการณ์ความประทับใจให้เกิดขึ้นแก่ผู้มาเยือน นอกจากนี้ เรายังได้วางแผนขยายท่าเรือเป็น 3 ท่า ซึ่งจะเป็นท่าเรือที่ยาวที่สุดที่สามารถรองรับเรือสำราญได้พร้อมกันถึงสองลำ และปรับพื้นที่รองรับการจอดของเรือท่องเที่ยว Dinner Cruise คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 60 หากก่อสร้างเสร็จแล้วจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการแวะท่องเที่ยว และที่สำคัญยังได้เพิ่มจำนวนเรือโดยสาร ของเอเชียทีคให้เพียงพอต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน, การปรับพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร เพื่อพัฒนาเป็น High Street Fashion Zone บนพื้นที่บริเวณซอย 4 และปรับสไตล์การนำเสนอสินค้าในโกดัง 7 และ 8 ให้เป็น Urbano Zone อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนา Beauty Zone ฝั่งลานจอด 2 เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางสินค้า ที่สามารถเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน โดยการพัฒนาทุกไฮไลท์ที่กล่าวมานี้จะใช้งบประมาณรวม 150 ล้านบาท” นายมานพ คำสว่าง อธิบายเพิ่มเติม

โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ วางแผนการจัดกิจกรรม Iconic Event สำคัญต่าง ๆ ขึ้นตลอดปี อาทิ เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ งานฟูลมูนปาร์ตี้ และกิจกรรมใหม่ ๆ อีกทั้งในปี 60 พิเศษกว่าทุกปีด้วยการจัดงานครบรอบ 5 ปี ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างให้เกิดการรับรู้ในศักยภาพของพื้นที่ที่รองรับการจัดงานใหญ่ ระดับประเทศได้อีกด้วย โดยคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงกลางปี 60”

ด้านแผนการจัดกิจกรรมช่วงส่งท้ายปีนั้น นายมานพ คำสว่าง กล่าวเสริมว่า ในปีนี้เราได้จัดสรรงบการตลาดไว้ เพื่อสร้างการรับรู้ตลอดจนกระตุ้นให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะได้ร่วมหารือแนวทางกับสมาคมธุรกิจการค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาถึงแผนกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวแล้ว เรายังได้ผนึกพลังร่วมกับพาร์ทเนอร์แบรนด์ในธุรกิจต่าง ๆ จัดแคมเปญโปรโมชั่นร่วมกัน อาทิ การจับมือกับธุรกิจสายการบิน ได้แก่ การบินไทย และแอร์เอเชีย ในการมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่กลุ่มลูกค้าสายการบินนั้น ๆ และพร้อมที่จะขยายความร่วมมือไปยังสายการบินอื่น ๆ ในอนาคต

เกตเวย์ เอกมัย

เกตเวย์ เอกมัย เตรียมสร้างทอล์คครั้งใหญ่ สะเทือนวงการรีเทลย่านเอกมัย-สุขุมวิทหลังโชว์ฟอร์มดึงพาร์ทเนอร์ชื่อดังร่วมพัฒนาพื้นที่รับปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น คาดปี 60 มีรายได้เติบโต 12%

นางสาวราชพฤกษ์ อุบลศรี ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย เปิดเผยว่า ในปีนี้ ศูนย์ฯ มีร้านค้าและบริการที่ ครบครันและสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น อาทิ Tim Ho Wan ร้านอาหารจีนระดับมิชลิน สตาร์ จากฮ่องกง Sulbing ร้านคาเฟ่ขนมหวานสไตล์เกาหลีอันดับหนึ่ง Manee Me More ร้านอาหารชาบูสไตล์ไทย So Asean ร้านอาหารอาเซียนสไตล์ฟิวชั่น Food Street ศูนย์อาหารขนาดใหญ่ Flight Experience & Sky Venture ศูนย์การเรียนรู้ด้านการบินเสมือนจริง One Piece Mugiwara Store Bangkok ร้านสินค้าลิขสิทธิ์แท้คาแรคเตอร์การ์ตูนวันพีซ จากประเทศญี่ปุ่นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย โดยตลอดปีนี้เราได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมายท่ามกลางปริมาณผู้เข้าร่วมงานมากขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาสูงถึง 2 เท่า และจะเดินหน้าสานต่อกระแสนิยมดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องตลอดปี 60

สำหรับกิจกรรมในช่วงส่งท้ายปีนั้น ทางศูนย์ฯ ได้จัดเตรียมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อจะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าไว้มากมาย อาทิ กิจกรรม Gunpla Builder World Cup 23 – 27 พ.ย. 59 การแข่งขันประกอบ, ทำสี, ดัดแปลง และสร้างสรรค์ Model Kit Gunpla โดยผู้ชนะเลิศ ของแต่ละรุ่นจะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยเพื่อไปแข่งขันต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ณ ลานกิจกรรม ชั้น M กิจกรรม Urban Happiness @ Gateway Ekamai, 1- 31 ธ.ค. 59 ร่วมส่งท้ายปลายปีกับแคมเปญ Sale Promotion พิเศษแห่งปี โดยลูกค้าสามารถนำใบเสร็จที่ได้รับจากการซื้อสินค้าและบริการภายในศูนย์การค้าฯ มาแลกรับของรางวัล พร้อมพบกับสิทธิพิเศษมากมายตลอดเดือนธันวาคม, กิจกรรม Gift Story @ Gateway Ekamai 21 – 27 ธ.ค. 59 มอบความสุขแทนใจส่งท้ายปลายปี 59 และต้อนรับปีใหม่ 60 กับเทศกาลจำหน่ายของขวัญหลากสไตล์ หลากหลายร้านค้าในงาน Gift [email protected] Gateway Ekamai ที่พร้อมแทนความรู้สึกดี ๆ เพื่อมอบให้คนพิเศษที่ลานกิจกรรม ชั้น M

“จากปริมาณ traffic ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เราวางแผนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของศูนย์ฯ ตลอดช่วงปลายปีนี้และตลอดปี 2560 ด้วยการพัฒนาและการเติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าอย่างไม่หยุดนิ่งผ่านร้านค้าและบริการใหม่ ๆ อาทิ การเปิด HomePro Living ภายใต้คอนเซปท์ Better Home Better Living บนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร บริเวณชั้น 1 เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในเมือง เน้นสินค้าตกแต่งบ้านที่มีดีไซน์ ฟังก์ชั่นทันสมัย ในราคาที่คุ้มค่า, เปิดตัว Stanley Miniventure เมืองจำลองสัดส่วน 1:87 แห่งแรกในประเทศไทยและใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร บริเวณชั้น 2, การจัดสรรพื้นที่ชั้น 5 เพื่อพัฒนาเป็น Office Zone ออฟฟิศให้เช่า ขนาด 2,600 ตารางเมตร ซึ่งขณะนี้ปล่อยเช่าไปแล้วกว่า 90% และจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดในไตรมาสที่ 2 ของปี 2560, การเปิด Bunka Fashion Academy สถาบันบุนกะแฟชั่น สถาบันสอนการออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าแฟชั่น บนพื้นที่ 1,100 ตารางเมตร บริเวณชั้น 5 ซึ่งเป็นเครือข่ายของ BUNKA FASHION COLLEGE สถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกของญี่ปุ่น ที่เน้นการให้ความรู้และทักษะฝีมือครบวงจรอย่างแท้จริง

“ในปี 60 ศูนย์ฯ มีการปรับเปลี่ยน Merchandise และ Positioning เพื่อตอบโจทย์ Lifestyle ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค โดยพยายามรวมกิจกรรมที่จำเป็นของลูกค้ามาไว้ในที่เดียวเพื่อประหยัดเวลา โดยมุ่งเน้นการเติมเต็มส่วนที่ยังขาดหาย และพัฒนาปรับเปลี่ยนเพื่อสร้าง Variety โดยได้เพิ่มน้ำหนักการขยายลูกค้ามายังกลุ่มลูกค้าครอบครัวและคนทำงานย่าน ทองหล่อ เอกมัย พระโขนง โดยได้วางกลยุทธ์ 3 ส่วน คือ 1. เติมเต็มบรรยากาศและการบริการต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ แห่งความสุขให้แก่สมาชิกทุกคนในครอบครัว (FulFill Happiness for the Whole Family) 2. เสริมสร้างบรรยากาศและร้านค้าเพื่อให้เป็นสถานที่ที่ลูกค้าสามารถมาใช้บริการได้ทุกวัน (The Everyday Shopping Mall Destination) 3. เสริมสร้างการรับรู้ ที่เข้าถึงลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (Improved Awareness)” นางสาวราชพฤกษ์ อุบลศรี กล่าวสรุป

พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ

ปลื้มปรับโฉมใหม่ลูกค้าเพิ่ม 50% มุ่งพัฒนาโซนใหม่เติมเต็ม “Tech Life Mall” ลั่นปี 60 ทุ่มงบ 2 เท่าผุดกิจกรรมทางการตลาด สานต่อการรับรู้ คาดปี 60 มีรายได้เติบโต 20%

นายวีรฤทธิ์ สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ เปิดเผยว่า ภายหลังจากการปรับภาพลักษณ์ใหม่มีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา รวมถึงมีลูกค้าใหม่ที่ให้ความสนใจเข้าชมพื้นที่ และติดต่อเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกโซน อาทิ Gaming Zone, Mobile Zone, Startup และ Technology Lifestyle ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ทางศูนย์ฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ความร่วมมือกับ Intel, Speed, Epson และอีกหลายพันธมิตร เพื่อร่วมพัฒนา Pantip E-Sport Arena power by Intel manage by Speed เป็นพื้นที่สำหรับใช้เป็นที่จัดการแข่งขันกีฬา E-Sport เพื่อสร้างกลุ่มผู้เล่นกลุ่มใหม่ และกลุ่มนักกีฬา และยังสร้างพื้นที่ Gaming Zone ที่มีขนาด 2,500 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ณ ปัจจุบัน

นอกจากความโดดเด่น ในฐานะคอมมิวนิตี้ของกลุ่มเกมเมอร์แล้ว ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ยังได้พัฒนาพื้นที่ชั้น 4 กว่า 400 ตารางเมตร เพื่อรองรับกลุ่ม Startup และได้ขยายกลุ่มไปยัง กลุ่มธุรกิจ Maker ด้วยการพัฒนา SynHub ร่วมกับ ซีนเนอร์ยี เทคโนโลยี เพื่อเปิดให้บริการ Lab Electronic สำหรับกลุ่ม Maker, บริการ Partner Innovation ที่ปรึกษาทางธุรกิจรวมถึงมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเปิดให้บริการแก่บริษัท และบุคคลทั่วไปแล้ว

“ในช่วงปลายปี 59 ถึงต้นปี 60 พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ จะจัดงานแข่งขันเกมระดับทวีปเอเชียร่วมกับพันธมิตร ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดรอบคัดเลือกจากประเทศต่าง ๆ เพื่อเข้ามาแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ Pantip E-Sport Arena โดยรูปแบบการแข่งขันจะจัดในแบบ Tournament ยาวไปจนถึงมกราคม 60 ในกิจกรรมนี้จะพบกับนักกีฬา E-Sport ระดับโลกที่มาร่วมการแข่งขัน เพื่อทำให้นักกีฬา E-Sport ในประเทศได้ศึกษาและพัฒนาทักษะ เพื่อก้าวข้ามสู่การแข่งขันระดับนานาชาติต่อไป รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับร้านค้า เช่น งาน Mobile in trend 2016 รวมถึงงานส่งเสริมการขายร้านค้าต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่ลูกค้า ในแบบวงกว้างถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและไอทีแบบครบครันและครบวงจรที่สุดในประเทศ ในราคาที่ลูกค้าหาที่ใดไม่ได้นอกจากที่นี่เท่านั้น” นายวีรฤทธิ์ สมบูรณ์ทรัพย์ อธิบายเพิ่มเติม

เกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจในปี 2560 นั้น นายวีรฤทธิ์ กล่าวถึงภาพรวมของแผนว่า ในปี 60 ศูนย์ฯ จะทุ่มงบการตลาดเป็น 2 เท่า เพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยพื้นที่ชั้น 4 กำลังพัฒนาพื้นที่ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรองรับธุรกิจ Complete Solution Banana Business จะเป็นบริการ Smart Solution บนพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร ซึ่งจะนำเสนอ Platform ของธุรกิจประเภทต่าง ๆ เช่น Solution set ร้านกาแฟ, Hostel, Office, Home ซึ่งจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2017 นี้ ทั้งนี้ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ใหม่รวม 2,800 ตารางเมตร เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตทั้งในส่วนของ Outdoor และ Indoor อาทิ เพิ่มสินค้ากลุ่มกล้อง กลุ่มอุปกรณ์กีฬาที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยี

นอกจากนี้ยังคงมีแผนเพิ่มศักยภาพในการสร้างฐานลูกค้าใหม่ มุ่งเน้นไปสู่นักศึกษาระดับอุดมศึกษา ด้วยการส่งเสริมและผลักดันให้เกิด U-league ในมหาวิทยาลัย ขั้นต้นเริ่มจาก 8 มหาวิทยาลัย โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีด้านเกมมิ่งในการพัฒนาชมรมคอมพิวเตอร์ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในทุก ๆ มหาวิทยาลัย ให้เป็นกิจกรรมทางด้านกีฬา (E-Sport) อย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กไทยสู่สากลระดับชาติต่อไป รวมถึงการสร้าง Pantip Membership ให้เกิดชุมชนหรือสังคม (community) ของผู้ที่รักและชอบเทคโนโลยีต่าง ๆ จะได้รับรู้ข่าวสาร กิจกรรม สิทธิประโยชน์ หรือ โปรโมชั่นพิเศษ ๆ เฉพาะ Pantip Membership เท่านั้น โดยเริ่มต้นด้วยการสร้างสัมคมของผู้ที่รักหรือชอบเกมมิ่ง จากผู้ที่มาแข่งขันเกมต่าง ๆ ใน Pantip E-Sport Arena powered by Intel นี้ เพื่อพัฒนาสังคมเกมมิ่งสู่ E-Sport อย่างเข้มแข็งและมั่นคง พร้อมทั้งเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้าตลอดทั้งปี อีกทั้งการทำการตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น โรงแรมโดยรอบ สมาคมมัคคุเทศก์ Concierge และ ททท. เป็นต้น

ด้านมุมมองของการพัฒนารูปแบบธุรกิจรีเทลด้านไอทีของเมืองไทยนั้น นายวีรฤทธิ์ กล่าวแสดงมุมมองดังกล่าวว่า “พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ มองว่าตลาดรีเทลด้านไอทีที่จะอยู่รอดได้นับจากนี้ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพ สิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า การบริการ ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในแต่ละร้านที่พร้อมให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าได้ตามความต้องการของตนเอง รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจด้าน IT และ Technology for life ที่พร้อมจะสร้างโซนสินค้าและบริการ Technology ใหม่ ๆ ให้ครบวงจรสำหรับลูกค้า และเป็นการดำเนินธุรกิจที่พัฒนาไปพร้อม ๆ กันแบบยั่งยืน

เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์

เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ กับการเป็นศูนย์รวมแฟล็กชิฟสโตร์แบรนด์ความงามระดับโลก เผยปริมาณลูกค้าช่วงที่มากสุดทะลุ 65,000 คนต่อวัน คาดปี 60 มีรายได้เติบโต 5%

นางสาวเปรมินทร์ เลอนรเสฏฐ์ ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ เปิดเผยว่า ภาพความสำเร็จของศูนย์ฯ ในปีนี้คือ เราสามารถทำให้ตัวเองเป็น Beauty & Fast Trend ได้สำเร็จ และปัจจุบัน เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ ได้กลายเป็นศูนย์การค้าที่รวมแฟล็กชิฟสโตร์แห่งแรกของบิวตี้แบรนด์ดังสัญชาติเกาหลีไว้จำนวนมาก อาทิ ETUDE HOUSE, LANEIGE, INNISFREE ซึ่งสามารถเป็นเครื่องยืนยันถึงการยอมรับในศักยภาพของศูนย์ฯ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว TRUE INCUBE : your start up บนพื้นที่ 200 ตารางเมตร บริเวณชั้น 4 โดยทรูเห็นถึงศักยภาพของศูนย์ฯ ในฐานะศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่ไฟแรง โดยเปิดโอกาสให้ผู้สร้างนวัตกรรม และแนวความคิดใหม่ ๆ ได้บ่มเพาะและสามารถพัฒนาให้เกิดเป็นธุรกิจที่แท้จริง โดยเป็นโครงการที่ทรูได้นำเสนอออกมาใหม่ และลงทุนปรับปรุงพื้นที่ TRUE ในศูนย์การค้าฯ ให้เป็นแหล่งรวมพลคนไอเดียสร้างสรรค์ให้ได้รับการสนับสนุนทั้งอบรมต่อยอดทางความคิดไปจนถึงผู้เข้าร่วมโครงการมีสิทธิ์ได้รับเงินสนับสนุนการลงทุนจริง

“จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในภาพของ Tenant ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมากับการจัดกิจกรรมงาน Grand Sale ที่ดึงเอาสินค้าเอาใจคนอินเทรนด์มาแวะเวียนจัดกิจกรรมลดราคา และขายสินค้าพิเศษต่าง ๆ จึงทำให้ทราฟฟิคของศูนย์ฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันธรรมดาที่ 40,000 คน และสุดสัปดาห์ ที่ 50,000 คน ทั้งยังเป็นกลุ่มเป้าหมายตามที่ศูนย์ฯ ได้วางไว้คือกลุ่มวัยรุ่นและคนวัยทำงาน ช่วงอายุระหว่าง 15-30 ปี และกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในเอเชียและตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน” นางสาวเปรมินทร์ เลอนรเสฏฐ์ อธิบายถึงยอด traffic ที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 59

ด้านจัดแคมเปญส่งเสริมการขายพิเศษเพื่อเป็นการขอบคุณคุณลูกค้าที่มาช้อปปิ้งและใช้บริการที่ศูนย์ฯ ในช่วงส่งท้ายปีนั้น นางสาวเปรมินทร์ กล่าวเสริมว่า ศูนย์ฯ จะมีการจัดกิจกรรม Thanks Sale 2016 เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่มาช้อปปิ้งและใช้บริการที่ศูนย์ฯ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ด้วยการมอบของขวัญสุดพิเศษให้กับทุกการจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าต่าง ๆ ที่เข้าร่วมแคมเปญครั้งนี้ เพียงช้อปร้านใดก็ได้ภายในศูนย์ครบทุก 500 บาท, 1,000 บาท และ 3,000 บาท รับทันทีของ พรีเมี่ยมดีไซน์พิเศษตลอดเดือนธันวาคม 59 จนกว่าสินค้าจะหมด

เกี่ยวกับการพัฒนาศูนย์ฯ ในปี 2560 นั้น นางสาวเปรมินทร์ กล่าวเสริมว่า “ตลอดปี 60 เราจะเปิดตัวร้านและโซนใหม่ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การเผยโฉม Pop up store แปลกใหม่ถูกใจคนชอบลอง Bongousse ไรซ์เบอเกอร์สูตรต้นตำรับส่งตรงจากเกาหลีที่แรกและที่เดียวในเมืองไทย โดยจะเปิดตั้งแต่ปลายพฤศจิกายน 59 ถึงต้นปี 60, การจัด CENTERPOINT OF SIAM SQUARE FAST FASHION NATION งานรวมแฟชั่นเสื้อผ้า หน้า ผม และแอคเซสซอรี่ที่ล้ำเทรนด์ และการจับมือกันกับสยามสแควร์เพื่อสร้างรันเวย์เดินแบบที่ยาวที่สุดในสยามให้เกิดขึ้นซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน อีกทั้งเรายังพัฒนาพื้นที่ โซน Outdoor “Center Space” เพื่อเป็นจุดนัดพบและหาขนมทานเล่น, จุด Photo spot แหล่งใหม่ที่กำลังเป็นที่ฮิตของวัยรุ่นสยามในปัจจุบัน โดยในปี 60 เราวางงบประมาณการตลาดกว่า 10 ล้านบาท โดยมีแผนร่วมกับกลุ่มนิสิต นักศึกษา จัดกิจกรรมพิเศษภายในศูนย์ฯ, การจัดกิจกรรม Longer evening market กิจกรรมยามเย็นถึงค่ำเพื่อให้กลุ่มวัยรุ่นได้เข้ามาทำกิจกรรมที่หลากหลายในการแสดงความสามารถ ทักษะ และจัดกิจกรรมสร้างสรรค์แสดงไอเดียต่าง ๆ ควบคู่กับตลาดนัดที่เพิ่มเวลาช้อปปิ้งนานถึงสี่ทุ่ม, การจัดแคมเปญ “Siam Student” วันพิเศษ รับส่วนลดพิเศษสำหรับนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะกับร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ ที่เข้าร่วมแคมเปญ เป็นต้น”

“ภาพรีเทลในย่านใจกลางเมืองยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สำหรับ “ย่านการค้าสยามสแควร์” ค่อนข้างมีสัญญาณการปรับตัวที่ดี ทั้งด้านการปรับปรุงพัฒนาของรีเทลต่าง ๆ รวมถึงช่องว่างทางธุรกิจที่สามารถเพิ่มเติมได้ในสยามสแควร์เอง น่าจะเป็นการ Turnaround ของฝั่งสยามสแควร์ได้อีกระรอกหนึ่ง” นางสาวเปรมินทร์ เลอนรเสฏฐ์ กล่าวสรุป