Co-Working Space พื้นที่สำนักงานรูปแบบใหม่ ที่น่าจับตาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกทางเลือกของคนรุ่นใหม่ หรือ ธุรกิจ Start Up ที่ต้องการหาพื้นที่ทำงาน เพราะค่าเช่าอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้นตลอด จนกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการรายเล็ก

 

Co-Working Spaceนายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเติบโตของตลาด Co-Working Space ว่า “สืบเนื่องจากตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ ช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา มีอัตราว่างเฉลี่ยน้อยกว่า 10% หรือมีผู้เช่าเกือบเต็มตลอดเวลา ซึ่งทำให้ค่าเช่าปรับเพิ่มขึ้นตลอดในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งค่าเช่าที่สูงขึ้น ในทำเลที่ไม่ไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้า เป็นปัจจัยสำคัญ ที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจ ของบริษัทขนาดเล็ก สตาร์ท-อัพ และ SME”

“นอกจากนั้นธุรกิจสตาร์ท-อัพหรือ SME อาจจะยังไม่พร้อมหรือมั่นใจพอที่จะเช่าพื้นที่ในอาคารสำนักงาน ดังนั้น Co-Working Space จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด สำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์ ที่ต้องการพื้นที่ทำงาน ที่ดูเป็นทางการกว่าบ้าน แต่ไม่จริงจังแบบพื้นที่สำนักงานในรูปแบบเดิม และมีสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับการทำงาน รวมทั้งมีภาพลักษณ์ที่ดูดี” นายสุรเชษฐ กล่าวเพิ่มเติม

โค-เวิร์คกิ้งสเปซ ยังมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากกว่าเซอร์วิสออฟฟิศ และที่สำคัญที่สุดคือมีค่าเช่าที่ต่ำกว่า ซึ่งโดยทั่วไปจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเป็นพื้นที่ทำงาน เช่น โต๊ะทำงาน ระบบ wi-fi ความเร็วสูง ห้องประชุม รวมทั้งพริ๊นเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานอื่น ๆ

โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายปีก่อนหน้านี้ทั่วโลก ผู้ใช้ส่วนใหญ่คือคนที่สามารถทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต รวมทั้งฟรีแลนซ์ และธุรกิจสตาร์ท-อัพ และมีจำนวนไม่น้อย ที่ผู้ใช้เป็นนักท่องเที่ยว สามารถทำงานที่ใดก็ได้ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตได้ ดังนั้น รูปแบบของโค-เวิร์คกิ้งสเปซ จึงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างไปทั่วโลก ทำให้จำนวนของ โค-เวิร์คกิ้งสเปซ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในสหรัฐ อเมริกา ยุโรป และทั่วเอเซีย รวมทั้งในประเทศไทย

จำนวน Co-Working Space ในประเทศไทย

Co-Working Spaceที่มา: บริษัท ฮับบ้า จำกัด และฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

ความนิยมของ โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ ในประเทศไทยก็เริ่มมีมากขึ้นตามกระแสโลก โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ เริ่มมีขึ้นในกรุงเทพฯ ราวปีพ.ศ. 2555 หลังจากที่พื้นที่รอบนอกโดนน้ำท่วมในช่วงไตรมาสที่ 4 พ.ศ. 2554 คนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปทำงานที่บริษัท ดังนั้นจึงทำงานที่บ้านแทน หลังจากนั้น โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในกรุงเทพมหานคร ซึ่งสอดรับกับจำนวนของฟรีแลนซ์หรือคนที่สามารถทำงานที่บ้านได้เพิ่มขึ้นทุกปีซึ่ง โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ มีความเหมาะสมกับคนที่ทำงานในกลุ่มนี้

Co-Working Spaceผู้ให้บริการโค-เวิร์คกิ้ง สเปซในประเทศไทยขยายการให้บริการของตนเองไปในทำเลใหม่ และมีรูปแบบใหม่ ๆ ออกมารวมทั้งมีการร่วมทุนกับพันธมิตรอื่ นๆ โดยเฉพาะในอนาคตอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า ซึ่งในเรื่องนี้ นายสุรเชษฐ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าการยอมรับว่า โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ เป็นอีกรูปแบบของสถานที่ทำงานจะขยายไปในวงกว้างมากขึ้นในประเทศไทย แม้ว่าจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในตลาดอาคารสำนักงานเท่านั้น ผลกระทบที่อาจจะมีต่ออาคารสำนักงานแบบทั่วไปคือการออกแบบหรือว่าการจัดการอาคารสำนักงานที่จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นคงไม่เหมือนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงการค้าปลีกแบบเดิม ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของช็อปปิ้งออนไลน์”

“อีกทั้งในหลาย ๆ พื้นที่ทั่วโลกผู้ให้บริการเซอร์วิสออฟฟิศรูปแบบเดิม ๆ เผชิญกับความท้าทายจาก โค-เวิร์คกิ้งสเปซ ผู้ประกอบการเซอร์วิสออฟฟิศรายใหญ่บางรายมีการปรับพื้นที่ของตนเองเพื่อให้สามารถให้บริการได้ทั้งเซอร์วิสออฟฟิศ และ โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ ในพื้นที่เดียวกัน เช่น รีจัสในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับผู้ให้บริการ โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ บางราย เช่น วีเวิร์คของสหรัฐอเมริกา ที่เข้าไปในตลาดเซี่ยงไฮ้ และฮ่องกงอีก ทั้งยกระดับตัวเองเป็นบริษัทระดับโลก ที่มีการขยายตัวต่อเนื่องไปยังประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้อาจจะมีการขยายมายังประเทศไทย และผู้ให้บริการเซอร์วิสออฟฟิศ ในประเทศไทยบางราย อาจจะเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนไปเป็น โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อผู้ให้บริการ โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ และอาคารสำนักงานต่าง ๆ ในประเทศไทย” สุรเชษฐ สรุป