remood คือแบรนด์วัสดุ WPC (Wood Plastic Composite) สำหรับงานตกแต่งและก่อสร้าง และชื่อ “remood” สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ได้อย่างตรงตัว การ Re-think และ Re-mood มุมมองที่คนในวงการมีต่อวัสดุตกแต่ง จากที่เคยมองว่าความสวยงามกับความยั่งยืนเป็นสองสิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้กลายเป็นสิ่งที่เดินไปด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ความเชื่อนี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน remood Pavilion ในงานสถาปนิก’69 พื้นที่จัดแสดงที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำเสนอวัสดุ แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ผู้คนตั้งคำถามถึงบทบาทของวัสดุ การออกแบบ และความเป็นไปได้ของการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อโลกในทุกขั้นตอน

เพราะการออกแบบที่ดีควรสร้างสมดุลระหว่างความงาม การใช้งาน และความยั่งยืน เพื่อให้ทุกพื้นที่น่าอยู่สำหรับผู้คนในวันนี้ และยังดีต่อโลกในวันข้างหน้า

3 เสาหลักใจความสำคัญ “คุณภาพ สุขภาพ ความยั่งยืน”

แนวคิดรากฐานของ remood วางอยู่บนสามเสาหลักที่ไม่สามารถแยกจากกัน คือ คุณภาพ (Quality) สุขภาพ (Health) และความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โดยคุณรุ่งโรจน์ โอวจริยาพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีมู้ด จำกัด ให้เหตุผลว่า เพราะสำหรับ remood ความสวยงามจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อสามารถอยู่ร่วมกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมได้ในเวลาเดียวกัน

โดยสะท้อนออกมาผ่านตัววัสดุ WPC (Wood Plastic Composite) หนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ วัสดุชนิดนี้ผลิตจากส่วนผสมของไม้และพลาสติก ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยผลิตภัณฑ์สำหรับงานภายนอกได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ขณะที่ผลิตภัณฑ์สำหรับงานภายในมาพร้อมคุณสมบัติ Anti-Viral & Anti-Bacterial และปราศจากสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Non-Formaldehyde) เพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมภายในที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน

เมื่อความงามถูกคลี่ออก จึงเห็นความยั่งยืน

บางครั้ง งานออกแบบที่ดีที่สุด ไม่ได้เริ่มต้นจากการถามว่าจะทำอย่างไรให้ “สวยที่สุด” แต่เริ่มจากคำถามว่า วัสดุชิ้นหนึ่งจะทำอะไรได้มากกว่าบทบาทเดิมของมัน

จุดตั้งต้นของความร่วมมือระหว่าง Looklen Architects และ remood ที่เลือกมองแผ่น WPC ในมุมใหม่ ก่อนจะพัฒนาจนกลายเป็น remood Pavilion พื้นที่จัดแสดงที่ชวนให้ผู้คนมองเห็นศักยภาพของวัสดุ และตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบกับความยั่งยืน

แนวคิดสำคัญของงานคือการ “คลี่คลาย” แผ่น WPC ออกจากบทบาทเดิมในฐานะวัสดุปิดผิว แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นโครงสร้างหลักที่ลอยตัวอยู่ภายในพื้นที่ แผ่นวัสดุถูกบิดและขยายออกทั้งในแนวตั้งและแนวนอน เปิดพื้นที่ให้ผู้คนสามารถเดินวน มองทะลุ และสัมผัสสัจจะวัสดุได้อย่างตรงไปตรงมา

จังหวะของแผ่น WPC ที่เรียงสลับโทนสีเข้มและอ่อน ช่วยสร้างมิติ ความลึก และความรู้สึกเคลื่อนไหวให้กับโครงสร้างทั้งหมด แม้จะเป็นสถาปัตยกรรมที่หยุดนิ่ง แต่กลับให้ความรู้สึกมีชีวิตในทุกมุมมอง

แนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับจากเวที ASA 2026 ด้วย Silver Award ในสาขา ASA 100 Sustainable และสำหรับ remood รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องยืนยันคุณภาพของงานออกแบบ แต่เป็นกำลังใจว่าการตั้งคำถามกับบทบาทของวัสดุ สามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์พื้นที่ที่มีความหมายได้จริง จากการเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นกับธรรมชาติ

เบื้องหลังแนวคิดนี้คือความเชื่อของ remood ที่ว่า วัสดุตกแต่งที่ดี ควรทั้งสวย ใช้งานได้จริง และอยู่กับผู้ใช้งานได้ยาวนาน การเลือกใช้ WPC จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่เป็นการเลือกวัสดุที่ช่วยลดการใช้ไม้ธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว

สำหรับ remood ความยั่งยืนไม่ใช่คุณสมบัติที่ถูกเติมเข้าไปภายหลัง แต่เป็นแนวคิดที่เริ่มต้นตั้งแต่การพัฒนาวัสดุ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ ทุกองค์ประกอบล้วนถูกคิดขึ้นเพื่อให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และสามารถสร้างคุณค่าได้ยาวนานที่สุด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความงามที่แท้จริง อาจไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็นในวันนี้ แต่คือการออกแบบที่ยังคงส่งต่อคุณค่าให้กับผู้คนและโลกใบนี้ได้ในวันข้างหน้า

เพราะวัสดุไม่ควรมีชีวิตแค่วันจัดแสดง

ทุกปี งานแสดงสินค้าจำนวนมากถูกสร้างขึ้นด้วยความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจ ก่อนจะถูกรื้อถอนลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่หลังจากนั้น วัสดุทั้งหมดหายไปไหน?

คุณรุ่งโรจน์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของ remood ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ คือการลดขยะจากการจัดแสดงให้ได้มากที่สุด โดยวัสดุและโครงสร้างกว่า 60-70% ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะนำกลับไปใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นภายในบริษัท โชว์รูม หรือพื้นที่จัดแสดงอื่นๆ ในอนาคต แทนที่จะจบชีวิตด้วยการถูกรื้อทิ้งหลังงานปิดม่านลง แต่เป็นโครงสร้างที่สร้างความงดงามในปีนี้ และถูกชุบชีวิตแปรเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ต่อไป

นั่นหมายความว่า เสาที่เคยตั้งตระหง่านอยู่กลางบูธ อาจกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของโชว์รูมในเดือนถัดมา หรือชิ้นส่วนโครงสร้างที่เคยรองรับการจัดแสดงวัสดุ อาจถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ แล้วประกอบใหม่ในพื้นที่อื่นที่ยังต้องการมันอยู่

เพราะท้ายที่สุด คำถามที่ว่า “วัสดุไปไหน” ไม่ควรมีคำตอบว่า “ไปที่ถังขยะ” อีกต่อไป

นาทีต่อนาที กับโครงสร้างสุดซับซ้อน

การออกแบบให้ทุกชิ้นส่วนถอดประกอบได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของไอเดีย แต่ต้องแลกมาด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่าการสร้างบูธทั่วไปมาก ทุกจุดต่อ ทุกข้อต่อ ต้องถูกคิดคำนวณอย่างละเอียดว่าจะถอดออกอย่างไรโดยไม่เสียหาย และประกอบกลับเข้าไปในบริบทใหม่ได้อย่างไร นั่นหมายถึงงบประมาณที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น คุณรุ่งโรจน์เล่าว่าด้วยเวลาที่จำกัดในการติดตั้งหน้างานก็เป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะการแปลงโครงสร้างที่ซับซ้อนให้สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็วในเวลาจำกัด ไม่ใช่โจทย์ที่มีคำตอบสำเร็จรูป ทุกครั้งจึงเป็นการเรียนรู้และปรับตัวใหม่เสมอ

แต่สุดท้ายเมื่อวันงานมาถึง ทุกจุดต่อที่เคยเป็นโจทย์ยาก ทุกข้อต่อที่เคยเสี่ยงจะติดตั้งไม่ทัน ก็ลงตัวพอดี โครงสร้างที่ซับซ้อนที่สุดตั้งอยู่ตรงหน้าได้อย่างสมบูรณ์

บทเรียนที่ไม่จบแค่ในงานเดียว

การทำงานร่วมกับ Looklen ทำให้ remood ได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่าสูงสุด และมองเห็นความเป็นไปได้ของการนำวัสดุกลับมาใช้ซ้ำในรูปแบบที่หลากหลายกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งฟังดูง่าย แต่รายละเอียดกลับเปลี่ยนไปทุกครั้งตามรูปทรงโครงสร้างและบริบทของแต่ละงาน

หากผู้จัดแสดงสินค้าอยากเริ่มต้นทำบูธอย่างยั่งยืน remood เชื่อว่าไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากการตั้งคำถามง่าย ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบว่า “หลังจบงาน วัสดุเหล่านี้จะไปไหนต่อ”

เมื่อคำถามเปลี่ยน วิธีคิดก็จะเปลี่ยนตาม ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบโครงสร้าง ไปจนถึงการวางแผนให้องค์ประกอบต่าง ๆ สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหรือต่อยอดได้ในอนาคต เพราะความยั่งยืนไม่ใช่การทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรก แต่คือการค่อย ๆ พัฒนาและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

จองพื้นที่งานสถาปนิก’70 ได้แล้ววันนี้: https://architectexpo.com/space-reservation/

Previous articleRinnai เมื่อ “ความอบอุ่น” ถูกออกแบบให้สัมผัสได้จริงในงานสถาปนิก’69