หลายคนอาจมอง “หิน” เป็นเพียงวัสดุสำหรับตกแต่ง ปูพื้น หรือกรุผนัง แต่แท้จริงแล้วมีคุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายในมากกว่าตาเห็น เพราะหินคือผลงานศิลปะจากธรรมชาติที่ใช้เวลารังสรรค์ยาวนานเกินกว่ามนุษย์จะจินตนาการ ที่สะท้อนถึงความเชื่อที่เกิดจากการสร้างนิยามให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายตามแต่ละปัจเจกบุคคล

เมื่อ “หิน” ไม่ใช่แค่วัสดุ TODA ชวนมองคุณค่าที่ซ่อนอยู่

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 BuilderNews ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน TODA MATERIAL LAB : STONE EVOLUTION ณ TODA Flagship Space อาคาร Decorscape ทองหล่อ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ “หิน” ในยุคใหม่ ผ่านการนำเสนอวิวัฒนาการของวัสดุหิน ตั้งแต่แรงบันดาลใจจากหินธรรมชาติสู่การพัฒนาวัสดุหินสังเคราะห์ (Artificial Stone Materials) ที่ตอบโจทย์งานออกแบบร่วมสมัย ทั้งในด้านความงาม พื้นผิว การใช้งานจริง และความยั่งยืน

TODA Surface ได้เปิดตัววัสดุกลุ่มหินเป็นครั้งแรก ผ่าน Acrylic Stone และ Sintered Stone พร้อมถ่ายทอดมุมมองการเลือกใช้วัสดุที่ไม่ได้คำนึงเพียงความสวยงาม แต่ยังเชื่อมโยงนวัตกรรม ฟังก์ชันการใช้งาน และแนวคิดการใช้วัสดุอย่างคุ้มค่า

ภายในงาน Talk Session ดำเนินโดย คุณอั้ม-ศุภกร เทพวิชัยศิลปกุล CEO Dsign Something ที่จะพาร่วมสำรวจเรื่องราวของ “หิน” ผ่านมุมมองจากเหล่าแขกรับเชิญ ตั้งแต่ต้นกำเนิดของหินในเชิงธรณีวิทยา ไปจนถึงบทบาทของหินในงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบ

“หิน” ผลงานของธรรมชาติที่ใช้เวลาหลายล้านปีสร้าง

อาจารย์เด่นโชค มั่นใจ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ จากกองธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี พาผู้เข้าร่วมย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของหิน โดยอธิบายว่าหินส่วนใหญ่เกิดจาก Magma ที่อยู่ใต้พื้นพิภพ ก่อนจะผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใต้แรงดัน ความร้อน และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเป็นเวลายาวนาน เช่น ฝน อุณหภูมิ และภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้หินในแต่ละประเทศมีสี ลวดลาย และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน จึงแทบไม่มีหินธรรมชาติที่เหมือนกันอย่างสมบูรณ์

ในทางธรณีวิทยา “หิน” คือของแข็งที่ประกอบด้วยแร่ตั้งแต่หนึ่งชนิดขึ้นไป ขณะที่ “แร่” คือสารธรรมชาติที่ประกอบด้วยธาตุหนึ่งชนิดหรือหลายชนิดรวมกัน แม้จะเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อมองผ่านสายตาของนักออกแบบ หินกลับเป็นเสมือนผลงานศิลปะที่ธรรมชาติใช้เวลาหลายล้านปีรังสรรค์ขึ้น

อาจารย์เด่นโชคยังกล่าวว่า แม้ในทางวิทยาศาสตร์หินจะไม่ได้หายไปจากโลก เพราะมวลของโลกไม่ได้สูญสลาย เพียงแต่เปลี่ยนรูปและเปลี่ยนสภาพไปตามวัฏจักรของธรรมชาติ แต่การเกิดเป็นหินใหม่ต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการ

หินแท้วัสดุที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยงาม

ในมุมมองของ คุณดา-ชลลดา สุวรรณยุทธ จากภัทรดาหินอ่อน หินธรรมชาติไม่ใช่เพียงวัสดุตกแต่ง แต่เป็น “ศิลปะที่ธรรมชาติสร้างขึ้น”

ความพิเศษของหินแท้อยู่ที่ลวดลายซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่มีแผ่นใดเหมือนกัน อีกทั้งยังช่วยสร้างบรรยากาศ และเพิ่มคุณค่าทางความรู้สึกให้กับพื้นที่ รวมถึงความเชื่อด้านฮวงจุ้ยหรือความหมายเฉพาะที่เจ้าของพื้นที่ต้องการสื่อสาร

ในอดีต หินเป็นวัสดุที่หาได้ยาก การตัดและขนส่งมีข้อจำกัด จึงมักถูกใช้ในอาคารสำคัญหรือศาสนสถาน เพราะสะท้อนถึงคุณค่าและความพิเศษของสถานที่ แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น การผลิตและการขนส่งสะดวกกว่าเดิม หินจึงเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น และถูกนำมาใช้ในงานออกแบบหลากหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม การใช้หินธรรมชาติยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความเปราะบาง การขนส่ง การตัดให้ได้ขนาดที่ถูกต้อง การเลือกกาวหรือวัสดุติดตั้งให้เหมาะสม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ

หินแท้หรือหินสังเคราะห์ คำตอบอยู่ที่ “คุณค่า”

ด้าน คุณกึ๋น-กศินร์ ศรศรี สถาปนิกและผู้ก่อตั้ง Volume Matrix Studio มองว่า การเลือกใช้หินไม่ควรถูกตัดสินเพียงว่าเป็นหินแท้หรือหินสังเคราะห์ แต่ควรเริ่มต้นจากคำถามว่า “เราต้องการใช้หินเพื่ออะไร”

หินธรรมชาติมีคุณค่าจากความเป็นเอกลักษณ์ เพราะไม่มีชิ้นใดเหมือนกัน จึงเหมาะกับงานที่ต้องการสร้างความพิเศษและอยู่กับพื้นที่ในระยะยาว ขณะที่หินสังเคราะห์เหมาะกับงานเชิงพาณิชย์ พื้นที่ที่ต้องการความสม่ำเสมอ หรือโครงการที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เนื่องจากสามารถควบคุมลวดลาย ซ่อมแซม และติดตั้งได้ง่ายกว่า

และยังชี้ให้เห็นว่า การได้มาซึ่งหินธรรมชาติหนึ่งแผ่น ย่อมแลกมาด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นความยั่งยืนจึงไม่ใช่การเลิกใช้หิน แต่คือการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับคุณค่าของวัสดุและอายุการใช้งานของพื้นที่นั้น ๆ

ความยั่งยืน คือการเลือกใช้ให้เหมาะสม

ประเด็นเรื่องความยั่งยืนเป็นอีกหัวข้อสำคัญของการเสวนา โดยผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า หินสังเคราะห์ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแทนที่หินธรรมชาติทั้งหมด แต่เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้หินแท้

หินสังเคราะห์มีข้อดีหลายด้าน ทั้งการกำหนดสีและลวดลายได้ตามต้องการ ความแข็งแรง การซ่อมแซมที่ง่ายกว่า รวมถึงราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ผู้คนในวงกว้างสามารถเลือกใช้วัสดุที่มีความสวยงามได้โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะงานระดับพรีเมียม

ในขณะที่หินธรรมชาติยังคงมีคุณค่าที่ไม่สามารถทดแทนได้ โดยเฉพาะในงานที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าทางสถาปัตยกรรม นักออกแบบจึงควรใช้ทรัพยากรที่หาได้ยากอย่างคุ้มค่าและเหมาะสมกับบริบท

เมื่อคุณค่าของหิน อยู่ที่ความเข้าใจของผู้ใช้

ความสวยของหินไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับรสนิยม ความเชื่อ และคุณค่าที่แต่ละคนให้กับวัสดุนั้น ดังที่ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนมุมมองไว้ว่า ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือการใช้ทรัพยากรด้วยความเข้าใจ เลือกใช้ให้ถูกที่ ถูกงาน และคุ้มค่ากับคุณค่าที่ธรรมชาติใช้เวลาหลายล้านปีสร้างขึ้น

เพราะท้ายที่สุด “หิน” ไม่ได้ตัดสินกันที่แท้หรือเทียม แต่ตัดสินที่ “เจตนาในการเลือกใช้” หินแท้ยังคงสถานะงานศิลปะชิ้นเอกของโลกที่ต้องใช้อย่างเคารพธรรมชาติ ส่วนหินสังเคราะห์คือนวัตกรรมชาญฉลาดที่ส่งต่อความสุนทรีย์ให้ผู้คนเข้าถึงง่ายและใช้เป็นวัสดุทดแทนได้อย่างเหมาะสม อยู่ที่ว่าจะเลือกวาง “คุณค่า” ของหินเหล่านั้นไว้ที่ตรงไหน

ตลอดช่วงการเสวนา บรรยากาศเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็น ทำให้เรื่อง “หิน” ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเพียงวัสดุก่อสร้าง กลายเป็นประเด็นที่ชวนให้ตั้งคำถามและมองเห็นคุณค่าในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

TODA Surface ไม่ได้นำเสนอเพียงวิวัฒนาการของหิน แต่ยังปลดล็อกแนวคิดการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน เพื่อพิสูจน์ว่า ‘คุณค่าของหิน’ ไม่ได้ตัดสินที่แท้หรือเทียม แต่อยู่ที่การเลือกใช้ให้ตอบโจทย์ตามบริบทอย่างแท้จริง

Previous articleCJ HOME เปิดตัวเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินระดับโลกครั้งแรก ในงานสถาปนิก’69 ชูไฮไลต์ OPPEIN และ FADIOR กับนิยามใหม่ของการอยู่อาศัย